4 กันยายน 2555

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๘

407. บงกช     [111.84.75.43]     01 Mar 2011 - 19:51
393. คำถามเดียว [115.87.104.134] 28 Feb 2011 - 20:22
ไม่ถามเรื่องคู่ สงสารหมอดูค่ะ ขอคำถามเดียว
พุธ1 สค 2511 01.04 กทม
ปลายปีนี้ดาว ๗ทับ๒ อยากทราบว่ามีเกณฑ์เดินทางไปไหนค่ะถามใครก็ไม่ยอมตอบเลยค่ะ ดูดวงเสียเงินแล้วบอกว่าจะมีปัญหากับครอบครัว ญาติ คู่ครอง แล้วนู๋จะไปอยู่ไหนละค่ะนี่ หมดดูบอกว่าตามนั้นแหละ กำ ต้องมาปวดหัวหาคำตอบเองรบกวนคุณบงกชกรุณาด้วยนะค่ะ

ตอบ
...หมอดูท่านคงมองในลักษณะของตำราที่ว่า "เสาร์ทับจันทร์จะพลันร้าย จะฉิบหายม้วยมอดลูกเมียหนี" ประสมเข้ากับการอ่านเรือนและเจ้าเรือน ซึ่งสิ้นปีนี้ไปเสาร์ก็จะยกเข้าราศีตุลเล็งกับลัคน์ของคุณพอดี เสาร์เป็นเจ้าการกัมมะเดิม จันทร์เป็นเจ้าการพันธุเดิม ต้องดูมูลเหตุพื้นดวงเดิมที่เจ้าการทั้งสองไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะหากเสาร์จรมาทับจันทร์ก็จะเป็นปัจจัยจรที่มาย้ำมูลเหตุนั้น
...เสาร์เป็นเจ้าการกัมมะเดิมสถิตเรือนวินาส พอเสาร์จรมาเล็งลัคน์หรือที่เรียกว่าเป็นเจ็ดแก่ลัคน์ย่อมส่งกระแสถึงลัคน์ ส่วนหนึ่ง และเราถือว่าจันทร์ในชะตานั้นเป็นส่วนตั้งรับเช่นกันกับลัคน์ ก็พิจารณาจันทร์ซึ่งเป็นเจ้าการพันธุเดิมเข้าด้วย ส่วนเหตุจรนั้นอยู่ที่ใดก็พิจารณาที่นั้น ในที่นี้คือเรือนปัตนิเรื่องนี้ก็มีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย
...สรุปจุดที่ต้องพิจารณาอย่างแรกกระแสของเสาร์ถึงลัคน์ถึงจันทร์ย้ำมูล เหตุ ที่บ่งในพื้นดวง อย่างที่สองความเป็นเจ้าการของจันทร์จุดตั้งรับ อย่างที่สามเสาร์เป็นเจ้าการใดส่งผลถึงลัคน์ย่อมย้ำมูลเหตุเดิมที่มันเป็นใน พื้นชะตาด้วย
...อธิบายไม่เป็นขั้นเป็นตอนเห็นว่าคุณมีพื้นความรู้คงจะพอเข้าใจได้ไม่ ยาก ในเรื่องการดูดวงจรนั้นเป็นเรื่องที่ยากแล้วแต่รูปแบบการดูของแต่ละท่านที่ ได้รับถ่ายทอดมา
...อย่างกรณีดวงนี้ ผมมองว่าจะเกิดปัญหาในเรื่องความมั่นคงของครอบครัว เพราะประเด็นปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังมาแต่เดิมหรือส่อเค้ามีแววว่าจะเกิด ขึ้น จากประเด็นการงาน รายได้ลาภผลเงินทองที่เข้ามาแล้วเป็นประเด็นปัญหา ถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องครอบครัวและการงานในทางที่แย่ลงสักระยะ แล้วมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปในทิศทางแนวทางที่ดีขึ้นมั่นคงขึ้น หากจะพูดเป็นภาษาง่ายๆ ก็คือ ชีวิตต้องเจอมรสุมบ้าง ล้มแต่ไม่ถึงขั้นเหลว แล้วก็มีการตั้งต้นใหม่ที่ดีกว่าเดิม ผมให้น้ำหนักในด้านนี้มากกว่าเรื่องปัตนิที่เป็นการพลัดพรากจากคนรัก แต่ก็ไม่แปลกอะไรหากจะมองในแง่นี้ประสมไปด้วย เพิ่มความระมัดระวังใส่ใจไว้ก็น่าจะดี แต่ต้องมองในหลักที่ว่าดวงชะตาถูกจำกัด(เสาร์)ความราบรื่น(จันทร์)ในเรื่อง ของครอบครัว(ปัตนิ/พันธุ)ความมั่นคงของชีวิต(พันธุ)มีเรื่องของการงาน(เสาร์ เจ้าการ)เข้ามาเกี่ยวข้องพิจารณาร่วมด้วยด้วย
...กรณีของคุณนี้ความจริงเป็นได้หลายเรื่อง เช่น เสาร์มาบางทีก็เฉยๆเพราะทุกข์อยู่แล้ว หรือการงานมีปัญหาไม่มีความก้าวหน้า ปัญหาครอบครัวระส่ำระสาย หุ้นส่วนผู้เกี่ยวข้องก่อปัญหาหรือคุณเกิดปัญหาเสียเอง หรือคู่ครองของคุณมีปัญหาในเรื่องการงาน หรือสุขภาพกายสุขภาพจิตของคุณย่ำแย่ลง หรือๆๆๆๆๆๆ....หรือไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ ชีวิตจริงก็คือชีวิตจริง ดวงดาวก็คือดวงดาว ดวงคนก็คือดวงคน แล้วแต่เรามองด้านใดเข้าจากดวงดาวสู่ดวงคนเป็นชีวิตจริง..นี่แหละสำคัญ บางเรื่องก็ไม่น่าตระหนกเลยด้วยซ้ำถ้าเข้าใจความเป็นโหราศาสตร์แม้นิดหน่อย ดีพอครับ

ธีรพร  เพชรกำแพง

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๗

...กัลยาณมิตรอันเป็นที่รักของฉัน วันนี้เป็นวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่เราท่านรู้กันคือ วันมาฆบูชา เป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาสาม ประการ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ นี้เป็นหลักการสำคัญที่มีอยู่และสอดรับขึ้นไป ศีล สมาธิ และปัญญา โดยการปฏิบัติ ส่วนรายละเอียดสำคัญปลีกย่อยอื่นๆกัลยาณมิตรหลายท่านทราบกันดีอยู่แล้ว ขอกล่าวนำพอเป็นเครื่องตระหนักถึงความสำคัญของวันพระวันนี้ วันที่ฉันของดการพยากรณ์อีกหนึ่งวัน

...มีกัลยาณมิตรท่านหนึ่งถามเกี่ยวกับเรื่องของแนวทางการวางใจ อ่านจากเรื่องสรุปได้ว่าเป็นการวางใจตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และท่านมีปฏิปทาที่จะไม่กลับมาเกิดอีก นับเป็นเรื่องดีที่น่าอนุโมทนา เมื่อจิตมีความเบื่อในสังขารความปรุงแต่งทั้งหลายของชีวิตแล้วย่อมมุ่งหา ความสงบหลุดพ้นความดับที่ไม่มีเชื้อติดไฟขึ้นมาอีก เราท่านทั้งหลายเป็นผู้อยู่ในกระแสโลกธรรมมีความได้ก็มีความเสื่อมเป็น เรื่องธรรมดา เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นชัดในการครองชีวิตทุกยุคทุกสมัยทุกภพทุกชาติที่มีการ เกิด เมื่อไม่มีการเกิดย่อมไม่มีความเสื่อมครอบงำ การปฏิบัติเพื่อไปให้ถึงพระนิพพานนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องตระหนัก เข้าใจ และหมั่นสร้างเหตุปัจจัยในบารมีที่เกื้อต่อการถึงพระนิพพานไว้บ่อยๆ

...ในเรื่องของการวางใจนั้น เราต้องรู้ธรรมชาติของใจเสียก่อน ใจเรานั้นมีธรรมชาติอยู่สองอย่างคือ พอใจกับไม่พอใจ ธรรมชาติสองอย่างนี้เองเป็นเหตุทำให้เกิดสุขทุกข์ทั้งหลายอันเกิดจากใจ ใจเราจะเข้าไปเกาะไปจับกับอารมณ์ธรรมชาติสองส่วนนี้ เมื่อพอใจ ความไม่พอใจก็จะหายไป เมื่อไม่พอใจความพอใจก็จะหายไป เมื่อทราบธรรมชาติสองส่วนนี้แล้ว เราต้องเอาธรรมชาติหนึ่งของจิตเข้าไปเกี่ยวข้อง คือ การตามรู้ เมื่อรู้เท่าทันในอารมณ์นั้นแล้วต้องตระหนัก เข้าใจ รู้เท่าทันในอารมณ์อย่างแท้จริง ก่อนที่จะวางเฉย เมื่อตามดูจิตรู้ชัดแล้วก็วางมันเสีย ปล่อยมันเสีย ให้ความเป็นปกติธรรมดาเกิดขึ้นกับเรา ทำอย่างนี้จนชิน เรียกว่าการตามดูจิต ไม่ว่าเหตุการณ์ใดๆจักเกิด เราย่อมมีความหนักแน่นของจิตเป็นเครื่องรองรับ ความรู้เท่าทันเป็นเครื่องกลั่นกรอง การวางใจเสียได้ทำให้เราไม่ทุกข์มากจากเหตุการณ์นั้น(เมื่อทำจนชำนาญอาการ ทุกข์มักไม่ปรากฏแก่จิตเลย) การตามดูจิตอย่างรู้เท่าทันนี้ทำได้ทุกอารมณ์ทุกสถานการณ์ ถึงจะไม่ได้เห็นผลทันที แต่เป็นการสะสมการฝึกจิตที่จะไม่ถอยหลังหรือลดระดับลงมาอีกแน่นอน ช่วงแรกอาจจะยากเพราะต้องฝืนใจ แต่เมื่อทำไปจนเคยชินแล้ว ไม่ว่าอารมณ์ใดกระทบมันก็กลายเป็นความรู้สึกธรรมดา มีปัญหาก็สมารถแก้ไขได้ตามเรื่องตามเหตุตามผล

...เมื่อตามดูจิต รู้เท่าทันจิต แล้วจะทราบได้เองว่าการวางใจนั้นจะต้องทำเช่นไร เพราะความรู้แจ้งเห็นชัดตามอารมณ์ จิตย่อมวางความเป็นกลางความเป็นธรรมดา ตามกำลังอำนาจแห่งปัญญาที่ได้รับจากการปฏิบัตินั้น
...ฉันใช้หลักโหราศาสตร์ไทยตามแบบฉบับที่สืบทอดกันมาพยากรณ์ให้กับ กัลยาณมิตร ความรู้จึงแคบไม่ได้กว้างขวางอะไรออกไป เพราะไม่มีครูบาอาจารย์ที่สอนเพิ่มเติม มีก็แต่การศึกษาต่อยอดจากพื้นฐานเดิมที่ถูกกับจริตจิตใจเท่านั้น เรื่องเลขเจ็ดตัวตอนเป็นเด็กประถมชอบใช้มาก เพราะง่ายต่อการตั้งดวง ตอนนั้นเล่นพลิกแพลงแปลงคิดสูตรเอาทักษา เอายามอัฐกาล อะไรเข้ามาใส่ แล้วก็พยากรณ์กันในกลุ่มเพื่อนๆ ครูบ้าง พ่อแม่เพื่อนฝากดวงมาดูบ้าง สนุกกับการดูดวงในช่วงนั้น พอเริ่มโตมาหน่อยก็ใช้โหราศาสตร์ไทยมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แต่เลขเจ็ดตัวก็ยังคงใช้บ้างแต่ใช้แค่สี่ฐาน ฉันนั้นสมองทึ่มๆความจำไม่ค่อยดีจำถึงเก้าฐานไม่ไหว ก็เลยใช้ดวงอีแปะธรรมดาในการตรวจดวง

...การพิจารณาดวงนั้นต้องเข้าใจว่าเรามองแง่มุมใดเข้ามาหาดวง จึงจะถอดดวงออกมาเป็นคำพยากรณ์ได้ เมื่อมองเข้ามาจากแง่มุมใดแล้ว พิจารณาเงื่อนไขใดจะเกิดหรือไม่เกิด เกิดแบบรุนแรง เกิดแบบบางส่วน หรือไม่เกิดเลย เพราะดวงนั้นมีหลายแง่มุม เมื่อจับด้านหนึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับอีกหลายด้าน ตามน้ำหนักของเรื่องที่เรายกมาเป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นพยากรณ์ศาสตร์ใดก็ต้องพิจารณาเหมือนกันอย่างนี้ ประกอบกับจะต้องเข้าใจดีว่าการดูดวงดูไปเพื่ออะไร อะไรต้องดู อะไรไม่ต้องดู อะไรเป็นจุดประสงค์ที่แท้ของโหราศาสตร์หรือพยากรณ์ศาสตร์ และสิ่งเหล่านั้นมีไว้เพื่ออะไร มีไว้ทำไม มีไว้ใช้อย่างไร เมื่อศึกษาจุดใหญ่ที่ครอบคลุมอยู่จนเข้าใจแล้ว การใช้โหราศาสตร์หรือพยากรณ์ศาสตร์ก็จะเป็นไปโดยหมดความลังเลสงสัย จะดูแม่นหรือไม่แม่น ก็ไม่ใช่เหตุผลเด่นประเด็นสำคัญอะไร เพราะโหราศาสตร์/พยากรณ์ศาสตร์จะหล่อหลอมให้ตระหนักและเข้าใจดี นักพยากรณ์ปัจจุบันมุ่งในหลักวิชากันมาก หลักเดิมไม่ถึงใจก็สร้างหรือหาหลักใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของการพัฒนากันไป แต่จะถูกทางหรือไม่ก็ว่ากันไปอีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากฝากไว้คือการมีความคิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ การใช้โหราศาสตร์/พยากรณ์ศาสตร์ เมื่อเข้าใจหลักใหญ่การใช้ในส่วนย่อยๆอย่างการพยากรณ์ก็จะสามารถทำได้ดีตาม ระดับความรู้ความสามารถของตนเอง

...กัลยาณมิตรอันเป็นที่รักของฉัน วันนี้เป็นวันพระ ขอให้ท่านทั้งหลายทำความผ่องใสให้เกิดขึ้นในจิตอันเป็นกุศล และต้องขอขอบพระคุณท่านที่ให้ความเป็นห่วงและอำนวยพร ขอให้คุณงามความดีใดๆจงประสบแก่ท่านด้วยเช่นเดียวกัน สุขภาพของฉันจากการรักษาก็ดีขึ้นโดยลำดับ ขอกัลยาณมิตรไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนเรื่องการตอบดวงนั้นอาจจะช้าบ้างก็ต้องขออภัย เพราะอย่างที่กล่าวไว้ จะตอบเท่าที่สามารถจะตอบได้ในแต่ละวัน ก็คิดว่าคงไล่กันทันกับกัลยาณมิตรที่เข้ามาถามใหม่ๆ การได้สร้างความสุขเล็กๆแม้ทางใจให้ท่าน...ฉันก็มีความสุขแล้ว ขอกัลยาณมิตรอันเป็นที่รักของฉันจงเจริญด้วยความสุขกายสบายใจทุกท่านเถิด

ธีรพร  เพชรกำแพง

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๖

...อย่าอวดเบ่ง เก่งใหญ่ ในสังขาร
เพราะเรานั้น ไม่อาจ ควบคุมฝืน
เช้าก็แก่ บ่ายก็แย่ แค่ข้ามคืน
ความเป็นอื่น แทรกแซง ไม่จีรัง...
 
...ขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรในความห่วงใยสุขภาพของฉันและทุกคำอวยพร ขอให้ท่านรักษาสุขภาพ และผลดีแห่งพรนั้นจงประสบกับท่านด้วยเช่นกัน ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงมาก หนาวมาอยู่ดีๆเข้าก็ร้อนอบอ้าว เมื่อคืนฝนตกเก็บที่หลับที่นอน หนังสือหนังหาคอมพิวเตอร์ หลบฝนแทบไม่ทัน(บ้านฉันแค่พออยู่ได้ แต่ฉันก็พอใจอยู่) ธรรมชาตินี่ยากต่อการคาดเดาเหลือเกิน หวัดที่ทำท่าจะหายกลับมาแน่นตันคอเสียอีก ก็รักษากันไปตามอาการ
...ตามที่คุณ รักจริง ได้กล่าวถึงการดูจิตในขณะนั่งสมาธิแล้วเกิดความเบาสบาย โล่งโปร่งใจดี แต่พอกลับมาอยู่ในสังคมกลับไม่สามารถควบคุมจิตใจได้ ยังปล่อยไปตามกระแสเช่นเดิม การดูจิตที่ฉันกล่าวถึงนี้ เป็นการดูจิตทุกสภาวะอารมณ์ทุกขณะอย่างเท่าทัน ทำบ่อยๆ เรื่อยๆ บางอารมณ์ต้องฝืนทำให้ชิน เมื่อทำได้ระดับหนึ่งแล้วก็จะเกิดความรู้เท่าทันและระงับดับในส่วนที่หยาบ ของอารมณ์ต่างๆลงไป อย่างโทสะก็เป็นเพียงรู้ว่าจะโกรธ..แต่รู้เท่าทัน..ระงับยับยั้งใจ หากทำไปชำนาญอาการโกรธจะไม่มีแสดงออกมาเลย เพียงแต่รู้สึกจิตใจขุ่นมัวโทสะภายในเท่านั้น "การเฝ้าดูและรู้เท่าทัน" จึงเป็นประโยชน์มาก เพียงแต่เราต้องหมั่นฝึกทำให้อิ่มตัวเสียก่อน บางคราวการอ่านธรรมะข้ออธิบายเราก็ได้แต่ความเข้าใจที่เรียกว่า "สัญญา" เท่านั้น มิได้ซึมซาบลึกซึ้งจากการเห็นจริงรู้จริงด้วยจิตที่เรียกว่า "ปัญญา" เพราะฉะนั้นการเห็นผลในการควบคุมอารมณ์จึงต่างกัน "การเฝ้าดูจิตอย่างรู้เท่าทัน" ทีละเล็กทีละน้อย จิตรู้เองเห็นเองปัญญาย่อมเกิดสั่งสม รู้จักจิตภายใน รู้จักตนของตน รู้จักละวางตัวตน ปัญญาจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป เวลาสิ่งใดมากระทบจะ "รู้" ก่อน "ร้อน" เสมอ จึงขอย้ำและฝากไว้อีกครั้งหนึ่ง
...ในการดูดวงของฉัน ท่านก็คงสังเกตกันแล้วว่ามีในเรื่องของการพิจารณาดาวใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการกำหนดช่วงเวลาเหตุการณ์ก่อนและหลังดาวใหญ่ยกย้าย แต่ก็มิใช่ว่าพิจารณาดาวใหญ่เสียเพียงอย่างเดียว ในเมื่อจับจุดใหญ่ก็ต้องจับจุดย่อยดูรายละเอียดด้วยแต่สิ่งที่เป็นแม่บท สำคัญของฉันคือการพิจารณาดวงเดิมว่ามีปมใดผูกไว้หรือที่เรียกว่าเงื่อนไข แล้วพอมีดวงจรมากระทบปมเดิม เงื่อนไขนั้นจะทำงานอย่างไร นี่เป็นส่วนสำคัญของการพิจารณาดวงด้วยโหราศาสตร์ไทยในแบบของฉัน ก็ด้วยความรู้ที่มีน้อยก็ขอใช้อย่างน้อยๆตามเข้าใจ ดูผิดด้วยความรู้ที่มี ดีกว่าถูกเพราะการเดา
...หมอดูเรานี่อุปาทานมันเกิดนำได้ แค่เห็นวันเดือนปีเกิด ข้อมูลที่เขาให้มาบางทีความรู้สึกนึกคิดมันเกิดนำไปแล้วว่าเขาจะต้องเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นตุเป็นตะลามไปถึงเรื่องต่างๆ สิ่งของ ที่อยู่ที่อาศัย ไสยศาสตร์ เทพพรหม อะไรหลายอย่างไปหมด จริงปนเท็จ เท็จปนจริง บ้างคละเคล้ากันไป นี่ยังไม่ว่ากันถึงการเห็นดวงตามหลักวิชาที่พอเห็นดวงแล้วตีความไม่ออกก็ยัง ต้องคาดเดากันอีก แล้วยังมีประเด็นของพยากรณ์ศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาในยุคหลังๆ บางคนก็เอามาสวมเข้ากับโหราศาสตร์โดยขาดความเข้าใจถึงความเข้ากันได้หรือไม่ ตั้งเป็นกฏหลักเกณฑ์ใหม่ขึ้นมา นานไปก็จะกลายเป็นสิ่งห่อหุ้มโหราศาสตร์ไทยไว้เข้าไปอีกหลายชั้น
...ยุคนี้สมัยนี้จะเป็นพยากรณ์ศาสตร์หรือโหราศาสตร์ใดก็ดี ขอให้มีความแม่นยำเป็นพอ คนก็ให้ความเคารพนับถือ บางคนก็อยากจะศึกษาไว้เพื่อให้ได้ผลอย่างนั้นบ้าง ท่านเชื่อไหมว่า พยากรณ์ศาสตร์ที่คนหนึ่งใช้ได้ดี อีกคนหนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้ดีก็ได้ เป็นเหตุผลเฉพาะตนของใครของมัน ยากต่อการพรรณาอธิบายได้
...วันนี้ขอคุยแค่นี้ก่อน เพราะสุขภาพยังไม่เอื้ออำนวยเท่าไร หากว่างจากภาระก็จะเข้ามาตอบกระทู้ต่อ ขอให้กัลยาณมิตรอันเป็นที่รักทุกท่านจงมีความสุขสบายใจ ปลอดโปร่งโล่งใส มีสุขในธรรมะ คุณพระรักษา เทวดาคุ้มครองทุกท่านครับ

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๕

...กัลยาณมิตรอันเป็นที่รักของฉัน วันสองวันนี้ไม่ได้เข้ามาตอบกระทู้ สาเหตุเพราะความเจ็บป่วยส่วนหนึ่ง และภาระงานอีกส่วนหนึ่ง วันนี้งานก็คลาย ร่างกายก็พอทุเลา จะเข้ามาตอบดวงตามปกติ เห็นว่าเป็นวันพระเลยจะขอละเว้นการพยากรณ์ไว้สักวันหนึ่ง แล้วหันมาสนทนากันเรื่องปประสาธรรมที่พอจะเข้าใจกันง่าย ไม่เกินวิสัย ใช้ได้จริงอย่างสุขในธรรม
...ในช่วงที่เจ็บป่วยนี้นับเป็นโอกาสดี ที่ทำให้มองเห็นความทุกข์จากสังขารอย่างชัดเจนตามกฏไตรลักษณ์ ตั้งแต่ความไม่เที่ยงแท้แปรปรวน เกิดสภาพที่ทนได้ยาก ไม่เป็นสิ่งที่สามารถบังคับควบคุมได้ จึงต้องเสวยทุกข์คือความเจ็บป่วยนั้นจนกว่ามันจะอยู่ในภาวะธรรมดา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นกระแสวนเวียนอยู่อย่างนี้
..."เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้"...
...สังขารคือร่างกายจิตใจแลรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ประกอบขึ้นมาเพื่อเป็นทุกข์ อย่างการที่เราป่วยนี้ ไม่ใช่ร่างกายที่ป่วยอย่างเดียว จิตใจยังป่วยไปด้วย ความทับถมแห่งทุกข์จากร่างกายย่อมสะท้อนเข้าถึงจิตเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกายเป็นเครื่องอาศัยแห่งจิต "กายทุกข์จิตทุกข์" ในทางพระพุทธศาสนาจึงต้องมี "ธรรม" เป็นเครื่องรักษาจิตเพื่อประคองความเป็นธรรมดาไว้เสียได้จากทุกขเวทนาที่ เกิดจากกายนั้น เป็นการรู้เท่าทันในสังขารทั้งหลาย ทำให้สภาพจิตไม่มัวหมองหรือจะเรียกว่ากำลังใจไม่ตก ที่เรียกว่า "แยกกายแยกจิต" ก็เพราะอย่างนี้ คือกายทุกข์แต่จิตรู้เท่าทัน เข้าใจ ระงับ ไม่ทุกข์ได้ หากปฏิบัติได้อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าธรรมเป็นเครื่องรักษาในระดับหนึ่งแล้ว
...ในวิธีการปฏิบัตินั้นมีอยู่หลายวิธี บางคนที่ถนัดการทำสมาธิในฝ่ายสมถะ ก็จะเอาใจไปจับอยู่กับอารมณ์ที่เป็นสมาธิ เพื่อบรรเทาทุกขเวทนาจากการเจ็บป่วย แต่เมื่อออกจากอารมณ์สมาธิก็จะพบทุกขเวทนาอีก หากจะให้ได้ประโยชน์มากขึ้นไปอีก สมควรที่จะพิจารณาความเป็นไปของจิตที่เสวยทุกขเวทนาของสังขารด้วย คือการ "เฝ้าดู" ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่น ตัดความห่วงใยใดๆทิ้ง เพราะช่วงที่ป่วยอารมณ์มันจับอยู่กับตัวเองทั้งหมด "เฝ้าดู" ความเป็นไปของความเจ็บป่วยทีละน้อยๆ เรื่อยๆ บ่อย ไม่ต้องบีบบังคับจิตใจ ปล่อยการมองให้ไหลไปเรื่อยๆ พอมองเห็นความเป็นไปของสังขาร จิตจะนิ่งเข้าเป็นสมาธิในระดับที่พิจารณาตามธรรมได้ เป็นจิตที่มีกำลัง เมื่อพิจารณาสิ่งใดก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน ด้วยตนเอง ไม่ใช่จากใครมาบอกหรืออิงจากความรู้ตำราใดๆ เป็นความรู้ที่ผุดขึ้นเองในใจ เมื่อเวลาผ่านไปๆทุกขเวทนานั้นก็จะหายไป พร้อมกับความบรรเทาในความเจ็บป่วย เพราะจิตเรามีกำลังในระดับหนึ่งแล้วนั่นเอง
...การ "เฝ้าดูจิต" นั้นใช้ได้ทุกขณะ มิใช่แต่ตอนเจ็บป่วยอย่างเดียว แต่ฉันเห็นว่าตอนที่เราเจ็บป่วยนั้น ใจมันมุ่งเข้ามาหาตัวมากเป็นพิเศษ จึงนับเป็นโอกาสดี การเฝ้าดูจิตนี้หากทำเรื่อยๆสม่ำเสมอ จิตจะมีความหนักแน่นมั่นคง ก้าวหน้าไปไม่ถอยหลังอีก เป็นสมถะที่เอื้อต่อวิปัสสนาโดยตรง ซ้ำยังมิได้ลงทุนมากเท่ากรรมฐานกองอื่น เหมาะกับทุกจริตและทุกสภาวะจิตใจ จึงอยากฝากกัลยาณมิตรของฉันไว้เป็นเครื่องสะกิดใจ หากทำได้ปฏิบัติได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเองเป็นอย่างมาก
...ช่วงเจ็บป่วยเป็นโอกาสพิเศษ ที่ใจมุ่งเข้าหาตัวเอง ควรแก่การพิจารณาธรรม
...การ "เฝ้าดูจิต" จิตย่อมหนักแน่นมีกำลัง รู้เท่าทันความเป็นไปของสังขาร
...การหมั่นเฝ้าดูจิต จิตจะมีความหนักแน่นมั่นคง ก้าวหน้าไปไม่ถอยหลังอีก
ขอความสุขกายสบายใจ จงมีแก่กัลยาณมิตรที่รักของฉันทุกคน

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๔

  ...กัลยาณมิตรอันเป็นที่รักของฉัน วันนี้เป็นวันพระ ของดการพยากรณ์ดวงชะตาไว้สักวันหนึ่ง ลองหันมาคุยเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมะกันบ้าง เพื่อที่ว่าจะได้เป็นการยกระดับจิตให้เกิดความสบายใจ บันเทิงธรรมคลายออกจากความทุกข์ ที่คนเราล้วนเกิดมาเพื่อเสวยผลแห่งทุกข์นั้น สิ่งใดที่เป็นข้อคิดประเทืองสติปัญญาได้บ้างขอให้เก็บไว้ สิ่งใดที่ใช้ไม่ได้ตรองแล้วว่าไม่เหมาะสมกับตน ก็วางไว้ในกระทู้นี้ ให้ทำตนเหมือนนายมาลัยกาลผู้ชำนาญสันทัดการจัดดอกไม่มาร้อยเป็นพวงมาลัย ดอกใดดีก็ร้อยดอกใดเสียก็ทิ้งไปฉันนั้น
...พูดถึงเรื่องกรรม ทุกวันนี้คนหันมาให้ความสนใจกันมาก ถึงขนาดกับมีนักพยากรณ์ในรูปแบบที่แปลกใหม่ขึ้นในวงการ "หมอดูกรรม" กล่าวกันว่าสิ่งที่นำมาใช้ในการดูหรือพยากรณ์นั้นคืออำนาจจิตพิเศษ ที่สามารถบอกถึงอดีตชาติและการรับผลของกรรมในชาตินี้ พร้อมทั้งวิธีการแก้ไขต่างๆให้เสร็จสรรพ ซึ่งจะจริงหรือไม่อย่างไรในที่นี้ไม่ได้เข้าไปเจาะลึกตรงนั้น แต่เราจะมาว่ากันถึงโครงสร้างของกรรม แล้วนำไปพินิจคิดตรองดูเอาเองว่า กรรมของตนนั้นเป็นเช่นไร ต้องให้ใครมาบอกหรือไม่? แล้วสิ่งที่ "หมอดูกรรม" พยากรณ์เป็นคุ้งเป็นแควนั้นถูกต้อง หรือเป็นเรื่องที่จินตนาการขึ้นมา
...ขออ้างไปถึงกระทู้ที่เกี่ยวข้องดังนี้

130. pom [202.176.102.45] 30 Jan 2011 - 21:10
คุณบงกชคะ
มีเรื่องอยากจะขอคำชี้แนะค่ะ
เคยได้ยินบางท่านกล่าวว่า ความเป็นไปในชาตินี้เกิดจากบุญเก่าและกรรมเก่า
ส่วนบุญใหม่และกรรมใหม่จะไปใช้กันในชาติหน้า
แต่บางคนก็ว่า ทำบุญในชาตินี้เพื่อบรรเทากรรมเก่า
ในทัศนะของท่านบงกช มีความคิดเห็นอย่างไรคะ ขอเรียนปรึกษาค่ะ

...ตามที่คุณ pom ได้ถามมานั้นเราจะเห็นได้ว่าเป็นความเห็นที่ถูก..แต่ยังถูกไม่หมดเสียที เดียวนัก เพราะเรื่องโครงสร้างของกรรมเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน และสาวหาที่มาที่ไปได้ยาก ในพระพุทธศาสนาก็ยังบ่งไว้ว่าเป็นเรื่อง "อจินไตย" เป็นเรื่องที่ไม่ควรหยิบมาคิดมาสงสัย ยิ่งคิดยิ่งสงสัยก็ยิ่งคิดไม่ออกหาเหตุผลไม่ได้ เรียกว่าคิดจนเป็นบ้าเป็นหลังก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ได้อยู่ดี ยากต่อการกล่าวอ้างและค้นคว้าหาหลักฐานต่อการพิสูจน์ เรื่องกรรมจึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างหนึ่งในการที่จะ "รู้"โดยตลอดละเอียดถี่ถ้วน
...กรรมวิบาก การตอบสนองของกรรมนั้นมีอยู่ในทุกสภาวะที่เราเกิด การสร้างเหตุแห่งกรรมใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมตามเหตุเป็นวัฏจักรกระแสที่ ไหลไปตราบใดที่เรายังมีการเกิดอยู่ ท่านถึงว่าการเกิดนั้นเป็นทุกข์ พระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุแห่งทุกข์จากกรรมที่เป็นการกระทำในอดีต และการกระทำในปัจจุบัน ตลอดจนถึงหนทางและการกระทำให้สิ้นทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔
...โครงสร้างแห่งกรรมนั้นมีบ่งไว้ในพระบาลีบทที่ว่าด้วย อะภิณหะปัจจะเวกข์ ซึ่งหากเราศึกษาให้ดีจะเห็นตั้งแต่เหตุแห่งการเกิดกรรม ครรลองของกรรม การรับผลของกรรม และให้มองเห็นเรื่องของกรรมเป็นเรื่อง "ธรรมดา" จะขอยกพระบาลีประกอบดังนี้
...ชะราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต เรามีความแก่เป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
พยาธิธัมโมมหิ พยาธิง อะนะตีโต เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้
มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต เรามีความตายเป็นธรรมดา ยังไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ด้วยกันหมดทั้งสิ้น
กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กัมมะปะฏิสะระโณ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ยัง กัมมัง กะริสสามิ เราทำกรรมใดไว้
กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ดีหรือชั่วก็ตาม ตัสสะ ทายาโทภะวิสสามิ เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
...หากศึกษาพระบาลีบทนี้ให้แตกฉาน ก็จะเข้าใจความเป็นธรรมดาของกรรม แล้วรู้ว่าควรจะสร้างเหตุสร้างปัจจัยแห่งกรรมอย่างไร ควรครองใจอย่างไรเมื่อรับผลแห่งกรรม และควรรู้ความเป็นไปของกรรมที่เรียกว่าเป็นตัวเลือกแห่งทิศทางในการประกอบ กรรม โครงสร้างสายใยหรือกระแสของการกระทำนั้นมีความต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน โดยการรับผลเสวยผลมีอยู่ตลอดมีอยู่ทุกขณะจิต โครงสร้างของกรรมประดุจพันธนาการที่เกิดซ้ำต่อเนื่องเหมือนการหมุนวนที่เรา มักเปรียบกับการหมุนของล้อเกวียน จนมีสำนวนกำเกวียนกงเกวียน กงกรรมกงเกวียน
...การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อทำแล้วก็จะเป็นโครงสร้างของการกระทำ ต่อไป ในอนาคต การกระทำนั้นให้ผลเป็นการกระทำเดียวกันหรือการกระทำที่มีลักษณะจากผลที่ เหมือนกัน เช่น สมมติเราเอาไม้ทุบตีใครสักคนหนึ่ง ผลที่เราได้รับอาจจะได้รับเดี๋ยวนั้นทันที คือการถูกคนที่ราตี ตีกลับเข้าบ้าง นี่เรียกว่ากรรมให้ผลทันทีในรูปแบบการกระทำเดียวกัน แต่ถ้ายังไม่ได้รับผลกรรมตอนนั้น ต่อไปก็อาจถูกคนที่เราตีตามมาแก้แค้น ซึ่งวิธีแก้แค้นจะเป็นการตีหัววิธีเดิม หรือไม่จำเป็นต้องเป็นการตีหัวก็ได้ อาจจะเป็นวิธีอื่น เช่น ใช้หนังสะติ๊ก ปืนผาหน้าไม้ มีด จ้างวานคนมาฆ่า กลั่นแกล้งในงาน นี่เรียกว่ารับผลกรรมต่างเวลาและผลที่ให้ต่างลักษณะ...แต่เหตุเดียวกัน หากอุปมากรรมคืออาหารสักจัน เมื่อเรารับประทานเข้าไปในอาหารนั้นย่อมมีสารต่างๆมากมาย ทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ เมื่อสร้างกรรม (กิน) กรรมนั้น (อาหาร) ก็จะแสดงผลออกมาอย่างแรกคือปกติของกรรมย่อมทำให้รู้ว่าการกระทำนั้นสำเร็จ แล้ว (คืออิ่ม) คือกระทำเสร็จแล้วรู้ผลในระดับหนึ่ง แต่อีกระดับที่ว่า "โครงสร้างกรรมต่อเนื่องไป" คือสารที่อยู่ในอาหารให้ผลเป็นประโยชน์ในการเจริญเติบโตของร่างกาย เช่น วิตามิน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ฯลฯ และสารที่เป็นโทษ เช่น สารก่อมะเร็ง เชื้อโรค สารพิษตกค้าง ฯลฯ คราวนี้เมื่อสะสมนานวันเข้าผลที่ได้ของกรรมครั้งนี้ก็มีทั้งดีและเสีย ประโยชน์ของอาหารทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ถ้าวันหนึ่งกรรมด้านลบให้ผลก็จะเป็นโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา และที่เกริ่นไว้ว่า "การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อทำแล้วก็จะเป็นโครงสร้างของการ กระทำต่อไปในอนาคต" แสดงว่าการกระทำนั้นต้องเกิดขึ้นอีก เหมือนเราต้องรับประทานอาหารอีก แต่อาหารนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเดิมก็ได้ (กรรมเปลี่ยนรูปแบบ) แต่อาหารนั้นก็ยังคงมีสารอาหารสู่วัฏจักรเหมือนเดิม
...ในโหราศาสตร์ก็เช่นเดียวกัน แม้ดาวดวงเดียวกันโคจรมาที่เดิมตำแหน่งเดิม ก็ยังให้ผลไม่เหมือนกัน เป็นไปตามเวลาและสภาวะแวดล้อม เช่นในวันเด็กดาวอังคารให้โทษเจ็บป่วยผ่าตัด ในวัยทำงานดาวอังคารให้คุณในความขยันขันแข็งได้รับผลดีจากหน้าที่การงาน ในวัยกลางคนดาวอังคารทำให้กลายเป็นคนดันทุรังเป็นบ้าเป็นหลัง วัยสูงอายุดาวอังคารส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงแต่เป็นคนเฉื่อยชา อย่างนี้ก็เป็นได้
...เพราะฉะนั้นการไปยึดวิบากกรรมว่าเป็นเรื่องตายตัว แล้วจินตนาการเป็นตะเรื่องราวขึ้นมา จึงไม่นับว่าถูกต้อง เช่น คนหนึ่งบ้านไฟไหม้ ไปรับการพยากรณ์กรรมบอกว่า ในอดีตชาติเคยเผาบ้านคนอื่น นี่ยังไม่ถือว่าถูกต้องทั้งหมด เพราะเราเองก็ไม่ทราบด้วยว่าอดีตเราทำอย่างนั้นจริงๆหรือไม่ ด้วยอจินไตยเรื่องกรรมดังว่า แต่เราก็ต้องดูโครงสร้างกรรมอย่างที่บอก การที่บ้านคนหนึ่งถูกไฟไหม้ แสดงว่ามีการทำลายที่อยู่อาศัยเป็นกรรมตัวต้น ส่วนตัวขยายคือการไปเผาบ้านคนอื่นก็ได้ เอาไม้สอยรังนกร่วงทิ้ง เอาน้ำหยอดรูมด เอารถแทร็กเตอร์ดันจอมปลวกทิ้ง ฯลฯ แล้วกรรมจึงมาส่งผล หรือปัจจุบันชาติไม่เคยซ่อมบำรุงสายไฟในบ้าน วางปัจจัยเกิดเพลิงไม่เหมาะสม การถูกกลั่นแกล้งเพราะไปทับเส้นเป็นเรื่องกับใครมา จะเห็นว่าการรับผลกรรมต่างเวลาและผลที่ให้ต่างลักษณะ...แต่เหตุเดียวกัน อย่างที่กล่าวแล้ว
...จากกระทู้ของคุณ pom จะเห็นไดว่าคนเรานั้นต้องเสวยกรรมในอดีตเป็นเหตุเป็นปัจจัยมานั้นถูกแล้ว และปัจจุบันกรรมก็จะเป็นเหตุปัจจัยเมื่อเวลาผ่านไปในอนาคตด้วย แต่สิ่งที่ดูไม่เข้ากับโครงสร้างของกรรมคือประโยคที่ว่า ส่วนบุญใหม่และกรรมใหม่จะไปใช้กันในชาติหน้า แต่บางคนก็ว่า ทำบุญในชาตินี้เพื่อบรรเทากรรมเก่า กรรมนั้นส่งผลให้ได้ตลอด อย่างการปลูกข้าวยังไม่ได้เก็บเกี่ยววันนี้แต่เมื่อครบกำหนดสามเดือนสี่ เดือนก็ย่อมได้เก็บเกี่ยว กรรมที่ทำซ้ำๆเป็นการย้ำโครงสร้างกรรม เวลารับผลของกรรมก็จะมีความรุนแรงหรือมากขึ้นได้ เช่น พระองคุลีมาล ก่อนนั้นฆ่าทีละคน แต่เวลาเสวยกรรมชาวบ้านขว้างปาหินใส่ไม่รู้กี่สิบคน คือลักษณะผลของกรรมมากขึ้น กรณีเดียวกันพระโมคคัลลานะก็ถูกโจรห้าร้อยคนทุบตีจนกระดูกแตกละเอียด ถึงทั้งสองท่านเป็นพระอรหันต์แล้วกรรมก็ยังส่งผล เพียงแต่ท่านรู้และเข้าใจในเหตุอย่างลึกซึ้งจึงรับผลของกรรมโดยมิได้ปฏิเสธ
...โครงสร้างของกรรมนั้นหาเหตุผลมาอธิบายได้ยาก สิ้นจากพระพุทธองค์ผู้ทรงปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และพระญาณอันประเสริฐทั้งหลาย การที่จะรู้เห็นเรื่องกรรมชนิดเห็นชัดประดุจมองสิ่งของในเวลากลางวันแสงจัด ย่อมไม่มี พระอรหันตสาวกและพระอริยบุคคลการรู้เห็นยังมีระดับชั้นลดหลั่นกันลงมา เรื่องของกรรมจึงเป็นอจินไตยอธิบายเท่าไรก็ไม่สิ้นกระบวนความ จึงอยากฝากให้ผู้ที่สนใจในเรื่องของกรรมได้คิดพิจารณา และผู้ที่เป็นนักพยากรณ์กรรม ผู้ที่ชอบดูดวงกับหมอดูกรรมก็ดี ฉันไม่ได้ปฏิเสธว่าใครทำได้หรือไม่ได้ แต่ต้องการให้ตระหนักในเรื่องโครงสร้างของกรรมนี้ให้มาก สุดท้ายขอฝากตามที่ได้เกริ่นไว้ว่า
...โครงสร้างกรรมมีอยู่ในพระบาลีบทที่ว่า อะภิณหะปัจจะเวกข์ ศึกษาทำความเข้าใจได้
...กรรมวิบาก เป็นเรื่องอจินไตย
...การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อทำแล้วก็จะเป็นโครงสร้างของการกระทำต่อไป
...การรับผลกรรมไม่จำเป็นต้องตายตัวเป็นแม่สูตรคูณ การรับผลกรรมต่างเวลาและผลที่ให้ต่างลักษณะ...แต่เหตุเดียวกัน
...ในโหราศาสตร์/พยากรณ์ศาสตร์ แม้ปัจจัยพยากรณ์หมุนวนมาเช่นเดิม แต่ผลที่ให้ก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม
...ขอให้กัลยาณมิตรอันเป็นที่รักของฉันมีความสุข พ้นจากความทุกข์ด้วยการตระหนักในโครงสร้างของกรรม และดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีงาม จนกว่าจะสิ้นเหตุแห่งโครงสร้างกรรม ขอความสุขในธรรมจงมีแก่ทุกท่าน

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๓

...พูดถึงเจตนาในการศึกษาโหราศาสตร์ เดี๋ยวนี้กับแต่ก่อนมีความแตกต่างกันมาก สมัยก่อนมีคนหนึ่งอยากเรียนวิชากับพ่อทวดมาก พยายามมาขอฝากตัวเป็นศิษย์ พ่อทวดก็ไม่รับ แต่เขาชอบมานั่งดูพ่อทวดดูดวงให้คนที่เดือดร้อนบ่อยๆ ซึมซับนานๆเข้าคงมีจิตพระโพธิสัตว์อยากทำเพื่อสงเคราะห์คนบ้าง วันหนึ่งมานั่งดูเช่นเดิม พ่อทวดก็กวักมือเรียกหา แล้วบอกว่าถ้าอยากเ...รียนวิชาจากพ่อให้ไปบวชจนพ้นนวกะเสียก่อน เมื่อพ้นแต่นั้นจะได้วิชาส่วนหนึ่งก่อนพ่อจะตาย ชายคนนั้นก็ไปบวชที่บ้านพื้นเพของเขา อยู่กับครูบาอาจารย์อุปัฏฐากเป็นอันดี พอพ้นจากความเป็นนวกะก็เดินทางขึ้นมาหาพ่อทวด แจ้งความประสงค์จะเรียนวิชา พอเห็นหน้าพ่อทวดบอกว่าคุณไม่คิดสึกแล้วรึ? พระรูปนั้นก็รับ จึงได้ให้ไปอยู่จำพรรษาที่วัดใกล้บ้าน แล้วตลอดพรรษาให้เดินทางมาเรียนรู้วิชาจากพ่อทวด พอครบพรรษาก็ว่าบุญของคุณกับพ่อในวิชามีเพียงเท่านี้ ขอให้นำวิชานี้ไปใช้เอาตามแต่เห็นสมควรเถิด นี่คือความยากลำบากของพระรูปนี้กว่าจะได้วิชาความรู้ของพ่อทวด แม่แก่เล่าว่าพระรูปนี้ก็สามารถผูกดวงด้วยใจได้เช่นเดียวกับพ่อทวด
...สมัยนั้นพ่อทวดก็เคยพาพ่อแก่เล็ก(น้องของแม่แก่)ไปฝากไว้ถึงสามปีจึงไปรับกลับ เพื่อให้พระรูปนี้ถ่ายทอดความรู้ให้อีกทีหนึ่ง พ่อแก่เล็กแม้เป็นลูกแท้ๆก็ยังไม่ได้รับความรู้ในเบื้องแรกจากพ่อทวดโดยตรง พอสิ้นพ่อทวด ท่านก็ใช้วิชาความรู้ได้เหมือนพ่อทวดแต่ท่านจะบอกว่ายังได้ไม่ถึงเนื้อ หนังกระดูกของพ่อเลย ได้แค่เส้นขนเส้นผม อยู่มานานแค่ไหนไม่รู้ได้ ท่านก็มรณภาพไป ฉันเองคิดว่าท่านต้องมีศิษย์ และพยายามถามแม่แก่ถึงที่มาที่ไปของวัดที่ท่านไปอยู่ แม่แก่ก็จำความได้แค่ว่าลพบุรี ฉันก็จนใจในการเสาะหา แต่ก็อธิษฐานต่อเทวดาและบรรพบุรุษผู้รักษาความรู้ไว้ จะดลให้ฉันได้พบกับสายวิชาเดียวกันนี้
...ส่วนพระอีกรูปที่ได้วิชาตอนหลังครึ่งๆกลางๆจะเอาไว้เล่าทีหลัง ครั้งนี้เพียงให้ทราบว่าวิชาความรู้นั้นคนสมัยก่อน ท่านตรองแล้วจึงเป็นครูบาอาจารย์(ผู้ให้) และคนที่ศึกษาก็ตรองแล้วว่าจะเป็นศิษย์(ผู้รับ) ความรู้มิได้เกร่อจนเกลื่อนให้คนเกลี่ยเข้าหาตนเองได้ เขาจึงรู้คุณค่าของวิชา รู้คุณค่าของตนเอง และรู้คุณค่าของผู้อื่น แล้วเขาก็รู้ว่าโหราศาสตร์แท้จริงมีไว้เพื่ออะไร...

...ธีรพร เพชรกำแพง...
๒๐/๑๒/๒๕๕๓

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๒

...พวกเราเหล่าผู้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ทั้งหลาย เปรียบเสมือนผู้สะพายตะกร้าใบใหญ่ไว้บนหลัง เดินทางแสวงหาความรู้ไม่สิ้นสุด เจอความรู้ใดก็หยิบโยนใส่ตะกร้าเป็นคลังความรู้สะสมของตนเอง ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งพบความรู้แปลกใหม่เรื่อยไปตามยุคตามสมัยตามกาลเวลา
...ผู้ที่แสวงหามากย่อมมีความรู้ในตะกร้ามาก ผู้ที่แสวงหาน้อยย่อมมีความรู้ในตะกร้าน้อยฉันใด ไม่ได...้หมายความว่าใครเป็นผู้เก่งกาจสามารถมากกว่ากัน เหตุเพราะยังไม่ได้วัดกันด้วยการใช้ความรู้นั้น บางทีคนที่แบกความรู้จนหนักแอ้อาจจะไม่มีแม้ความสามารถในเชิงปฏิบัติพยากรณ์จริงเลยก็เป็นได้ ในทางกลับกัน ผู้ที่แบกความรู้น้อยกลับมีความจัดเจนในเชิงพยากรณ์มากกว่าเสียอีก...เหตุที่เป็นดังนี้เพราะ...การรู้จักการวาง...
...ในเมื่อต่างฝ่ายต่างแบกหามความรู้กันไว้ไม่เท่ากัน คนที่จะใช้ความรู้นั้นได้คือคนที่รู้จักวางแล้วเท่านั้น คือรู้จักวางตะกร้าลง มองดูความรู้นานาประการที่เก็บสะสมมา แล้วหาส่วนที่ตนเองจะนำมาใช้ จะด้วยการแยกแยะของเดิมหรือประยุกต์ของใหม่ เพื่อใช้พยากรณ์จริงให้เข้ากันได้ สอบเหตุสอบผลจนเป็นความสามารถของตน จากความรู้ที่แบกไว้นั้นเอง
...หากเรารู้จักการ วางเราจะพบว่าทั้งคนที่มีความรู้มากและคนที่มีความรู้น้อย แต่ใช้บ่อยหมั่นฝึกฝนค้นหาหลักพยากรณ์ของตนเองได้ นั้นจึงจะเป็นผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง ผู้ไม่รู้จักวาง แม้รู้น้อยก็เย่อหยิ่ง(ว่าตนเองมีวิชาดีทั้งที่เป็นกบนอกกะลา) รู้มากก็มักนิ่งอยู่(เพราะตัดสินใจในการพยากรณ์ไม่ได้ หลักมีมาก)
...ฉะนั้น เราท่านทั้งหลายในฐานะที่เป็นผู้ศึกษาโหราศาสตร์ พอพึงรู้เป้าหมายทางโหราศาสตร์ของตนเองแล้ว อีกสถานจงรู้จัก วางอันเป็นทั้งวางทางโหราศาสตร์ ทางโลก และทางธรรม ท่านจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักพยากรณ์ด้วยความภูมิใจ
 
...ธีรพร เพชรกำแพง...
๒๕/๑๒/๒๕๕๓

ประสาโหรา..ก็ว่ากันไป ๑

...การศึกษาโหราศาสตร์ด้วยการอ่าน การฟัง หรือเรียนจากครูบาอาจารย์ก็ดี ท่านย่อมได้ซึ่งสัญญา คือความจำได้หมายรู้ เมื่อต่อจากนั้นท่านได้ปฏิบัติลงมือพยากรณ์จริง นอกจากท่านจะได้สอบสัญญานั้น ว่าถูกต้องตามที่จำมาหรือไม่แล้ว ท่านย่อมได้ภูมิแห่งปัญญาญาณในโหราศาสตร์ด้วย
...คนที่เก่งแต่ทางสัญญา คือจำจากตำรับตำราครูบาอาจารย์ว่ามาก็ดี มีความสามารถอธิบายให้เห็นภาพของหลักวิชาอย่างละเอียด แต่หากไร้ซึ่งการลงมือปฏิบัติพยากรณ์พิสูจน์จริง สัญญาที่ว่ามานั้นก็ไร้ผล
...ส่วนคนที่มีความรู้พอเอาตัวรอดได้ ลงมือปฏิบัติพยากรณ์จริง ภูมิดังกล่าวที่ท่านจะได้รับก็อยู่เพียงระดับหนึ่ง อีกเช่นเดียวกัน
...คนที่เก่งสัญญาก็ยกข้ออ้างอิงเหตุผลทางหลักวิชาได้ ส่วนที่ปฏิบัติแต่รู้น้อย ถึงตอบเชิงวิชาการไม่ได้ แต่ก็พอมีภูมิที่จะชี้แจงในเชิงพยากรณ์ได้ถนัดกว่า
...ฉะนั้นโหราศาสตร์นี้ต้องศึกษาหาความรู้พร้อมทั้งพอกพูน ประสบการณ์ ความรู้เป็นของกลางๆในอากาศ แต่ความสามารถอยู่ที่การนำความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์พัฒนาเป็นแบบฉบับ ของตนเอง “ไม่มีสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก อยู่ที่ท่านจะมองจากมาตรฐานใดเข้ามา”ดูเพิ่มเติม

...ธีรพร เพชรกำแพง...
๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

บทความชุด ฮิปโปโถล่..ฤกษ์ ตอนที่ ๑๑ บุรพผลคุณี

๑๑.บุรพผลคุณี (สิงห์ ๑๓.๒๐ ๒๖.๔๐ สิงห์)

สำนวนเดิมท่านว่า...

เทวดาครอง ภัคคะ
ชื่ออื่น อุตตรำ ภคัม
ชาติ กษัตริย์
รูป เป็นรูปสี่เหลี่ยม เตียง เปล

ความหมายเดิมท่านว่า...

เป็นคนอยู่ไม่สุข ขยันขันแข็ง ชอบทำงานด้วยตนเอง ชอบดิ้นรนและชอบประกอบกรรมชั่ว ชอบศึกษาหาความรู้ เข้มแข็งและแข็งแรง แต่เจ้าชู้มีกามราคะรุนแรง

สำนวนการตีความ โดย ธีรพร  เพชรกำแพง

ดาวแห่งการร่วม จังหวะ เวลา และโอกาสของชีวิต การร่วม รวบรวม ส่วนที่เหลือ ช่วงชีวิตของบุคคล การผ่อนคลาย ความเป็นส่วนตัว ไร้ซึ่งกังวล ปรับวิธีคิด ไม่ให้หนักไปทางอารมณ์ต่างๆมากเกินควร ปล่อยชีวิตขึ้นอยู่กับความเป็นไปตามอัตภาพ แต่จริงจังเรื่องงานหนัก ชอบคนที่มีอุดมการณ์,เป้าหมาย,แนวความคิดเดียวกัน การมุ่งก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้มีแบบมีแผน แปลกที่มีเสน่ห์ดึงดูดและเป็นผู้มีโชค หมกมุ่นทางโลกเรื่องรักเรื่องใคร่ ให้ความสำคัญความจริงใจในมิตรภาพ เป็นผู้ที่ชอบคบค้าสมาคมเข้าสังคม พรสวรรค์ในการโน้มน้าวจูงใจ มีทักษะความเชี่ยวชาญในการเจรจาสื่อสารแสดงออก การมีส่วนร่วมการรวมกลุ่มเป็นหมู่คณะ สัญชาตญาณทางจิตใจ ไวต่อสิ่งกระตุ้นเร้าสัมผัส กระตือรือร้นที่จะแสดงออก เป็นที่นิยมชมชอบ การเรียกร้องหา จิตใจดีโอบอ้อมอารี ใจกว้าง ซื่อสัตย์ ไม่ชอบอยู่ตามลำพัง อุทิศตนจิตอาสา สร้างสัมพันธภาพทุกชนชั้นวรรณะ ชอบที่จะเป็นผู้นำแต่ก็เป็นผู้ตามที่ดีด้วย อะลุ่มอล่วย บางกรณีแสดงพฤติกรรมเกินขอบเขต หวังผลประโยชน์มาก มักได้รับการสนับสนุนอุปถัมภ์ช่วยเหลือ กระตือรือร้นในการเตรียมการกระทำให้พร้อม แต่บทจะคร้านก็ไม่เอาอะไรเสียเลยก็มี สงวนท่าที บางทีสำคัญตนผิด มีความสามารถทางศิลปะ กำลังกีฬา ดนตรีความสุนทรีย์ แนบเนียนละมุนละม่อม อบอุ่น รักครอบครัว

ธีรพร  เพชรกำแพง
17 สิงหาคม 2555
08.27 น. (เขียน 3 วัน ครบ ๒๗ ฤกษ์)

 

3 กันยายน 2555

บทความชุด ฮิปโปโถล่..ฤกษ์ ตอนที่ ๑๐ มฆา

๑๐.มฆา (กรกฎ ๓๐.๐๐ ๑๓.๒๐ สิงห์)

สำนวนเดิมท่านว่า...

เทวดาครอง ปิตร
ชื่ออื่น ปิตฤ ชนก
ชาติ ศูทร
รูป เป็นรูปดาว ๕ ดวง เรียงกันเป็นรูปวอหรือเสลี่ยง

ความหมายเดิมท่านว่า...

เจ้าชู้ มักมากในกาม แต่มีศีลธรรม ซื่อตรง ชอบกระทำความดี เป็นคนรักคู่ครองและตามใจเกินหลง เป็นคนถือตัว อวดดี มั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติมาก

สำนวนการตีความ โดย ธีรพร  เพชรกำแพง

ดาวแห่งความสำคัญตน แสดงตนชัดเจน ไว้ตัว ชื่อเสียง พรสวรรค์ เสน่ห์ โอ่อ่าหรูหรา ความสามารถ การเป็นผู้นำ เข้มแข็ง อดทน อุดมการณ์ อิทธิพล เป็นที่ชื่นชมวางใจ มีความคิดเชิงบริหารจัดการ ตรงไปตรงมา ชอบความชัดเจนและความจริงเป็นหลัก ซื่อสัตย์ เอาธุระ รับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ เข้าไปเป็นศูนย์กลางจัดการดำเนินการต่างๆด้วยตนเอง พละกำลังในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย แลดูฟุ่มเฟือยทางด้านการใช้ทรัพย์สินเพื่อความพร้อมความสะดวกของชีวิต แต่รู้คุณค่าของสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต มีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า ใฝ่สูงตั้งความมุ่งมั่นไว้สูง รักครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดแวดล้อม จริงใจจริงจัง ใจกว้าง ซื่อสัตย์ หยิ่งทะนง สำคัญตน ชอบสิทธิ์เหนือคนอื่น ฉลาด สติสัมปชัญญะ และมีการรับรู้ประเมินทางประสาทสัมผัสทั้งห้าดี มีลางสังหรณ์ในสิ่งที่จะเกิดขึ้น รู้ทางหนีทีไล่ทางออกของปัญหา จัดเจนทางโลก ความจำดี ต้องการเวลาเชิงความคิดวางแผน หากตั้งใจสิ่งใดแล้วจะครอบงำจิตใจอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะสำเร็จลุล่วง ตระหนักรู้ในการคบค้าสมาคม มีสัมพันธภาพเข้าได้กับทุกกลุ่มชนชั้นวรรณะ เป็นผู้มีเอกลักษณ์ทางมิตรภาพแบบสำคัญตนแต่ก็เป็นที่รักที่ชื่นชมของสังคมที่ตนสมาคมอยู่

ธีรพร  เพชรกำแพง
17 สิงหาคม 2555
08.27 น. (เขียน 3 วัน ครบ ๒๗ ฤกษ์)