22 มีนาคม 2557

บ่นความโหราศาสตร์ ตอน โหราศาสตร์ไทย..วิวัฒนาการแห่งความเป็นชีวิต

โหราศาสตร์ไทย..วิวัฒนาการแห่งความเป็นชีวิต
การศึกษาโหราศาสตร์นั้นเป็นกระบวนการเรียนรู้วิวัฒนาการของชีวิต ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุดหมุนเวียนอยู่อย่างนั้น คล้ายกับกฎไตรลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยวิวัฒนาการที่ว่านี้สามารถสังเกตได้จากดาวในดวงชะตา หากจะเปรียบกับชีวิตเราจะเห็นว่า ๑ คือการเริ่มต้นความเป็นชีวิต ๒ คือการหล่อเลี้ยงประคองความเป็นชีวิตนั้น ๔ คือการรับรู้ทางประสาทสัมผัสต่างๆ ๖ คือการตัดสินคุณค่าของที่สิ่งที่รับรู้ ๓ คือการการกระทำ เคลื่อนไหว เคลื่อนย้าย ๕ คือการเจริญขึ้นของชีวิต ๗ คือความเสื่อมที่มาถึง
เมื่อเห็นภาพชัดอย่างนี้เราจึงทราบว่าทุกขณะมีวิวัฒนาการที่เคลื่อนไปอยู่ตลอดในบริบทของความเป็นชีวิต ดาวยังทำหน้าที่สื่อความหมายในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นชีวิตนั้นด้วย อย่าง ๑ ที่ว่าเป็นการเริ่มต้นของชีวิต ก็จะมีความหมายถึง พ่อ(ผู้เริ่มต้น, เหตุแห่งการเกิดเป็นชีวิต) สามี(การเริ่มต้นชีวิตคู่)  ส่วน ๒ หล่อเลี้ยง ประคอง รักษา ก็จะให้ความหมายถึงแม่(รับเหตุจากพ่อมาหล่อเลี้ยงในตน) ภรรยา(ประคับประคองชีวิตคู่) อย่างนี้เป็นต้น
วิวัฒนาการแห่งชีวิตนี้หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่ง ซึ่งก็เกิดจากการหมุนวนของดวงดาวทั้งหมดนั่นเอง จึงทำให้เกิดหลักวิชาในการพิจารณาความเคลื่อนไปแห่งชีวิต เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่อง "วัย" ไม่ว่าจะเป็นทักษาเสวยอายุ ภูมิทักษา เทวดาเสวยอายุ ตรีวัย อายุจร ชะตาจร ชันษาจร ฯ เหล่านี้ล้วนอยู่ในหลักคิดของความเคลื่อนไปหรือวิวัฒนาการของชีวิตทั้งสิ้น
การศึกษาจุดเบื้องต้นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่อมให้ผลในความเข้าใจบริบทของโหราศาสตร์ไทยมากขึ้น ว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องนั้นคืออะไรและมีเหตุผลที่มาที่ไปอย่างไร(อะไรเป็นอะไรในโหราศาสตร์ไทย) ยิ่งทำหลักคิดให้แตกฉานจะยิ่งมีความเข้าใจมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์ท่านหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ศึกษาจะกระทำได้ หลังจากที่เรียนรู้เบื้องต้นของวิชาโหราศาสตร์ไทยมาแล้ว

ธีรพร  บุญวงษ์(เพชรกำแพง)
๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗ – ๑๕.๓๐ น.


14 มีนาคม 2557

วิสัชนา..ประสาฮิปโป ตอน แบบไหนแม่นกว่ากัน

หัวข้อปุจฉา  เหตุใดดวงโหราศาสตร์ไทยกับยูเรเนียนแม่นกว่าศาสตร์อื่น
จากคุณ mean ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ - ๑๙.๒๒ น.
คือดูดวงมาหลายแบบล่ะคะ ทั้งถูกมาก จนแบบหลักหลายหมื่น แต่ติดใจที่ว่าเหตุใดดวงไทยที่เป็นจักรราศีดูนิสัยเราไม่แม่นเลย ทุกอย่างที่ดูก็ไม่เคยแม่นด้วย ทั้งที่เวลาเกิดเราก็มีแบบตรงๆ ไม่คลาดเคลื่อนเลย กลายเป็นว่าเลขเจ็ดตัวพอทายนิสัยเราตรงบ้างสัก ๓๐% แต่เหตุใดยูเรเนียนทายตรงหมด อยากรบกวนผู้รู้แสดงความคิดเห็นด้วยค่ะ

...วิสัชนา..ประสาฮิปโป...

การดูดวงนั้นมีอยู่สองส่วน คือ ศาสตร์และศิลป์
ศาสตร์จะว่ากันด้วยหลักวิชาที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ไทย สากล พาราณสี-ภารตะ-ฮินดู ยูเรเนียน เลข ๗ ตัว ฯลฯ
ส่วนศิลป์นั้นคือการถ่ายทอดคำพยากรณ์ของแต่ละท่านให้เราเข้าใจ
ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ใด จะหาความแม่นยำไปเสียทั้งหมดไม่ได้ ขึ้นกับอารมณ์พอใจหรือไม่พอใจต่อคำพยากรณ์ ที่อาจจะเป็นศิลป์ที่ถ่ายทอดศาสตร์ได้ไม่ตรงกับดวงชะตาของเรานัก ปัญหาตรงนี้อยู่ที่นักพยากรณ์ที่เราไปประสบพบเจอเข้า บางทีท่านที่ใช้ความรู้ธรรมดาๆ แต่มีศิลปะการดูดวง(หลักวิชา+ประสบการณ์)ก็สามารถทำนายทายทักได้แม่นยำ (หมอเส็ง วัดเลียบ ท่านไม่เคยมีวิชาหรืออาจารย์เลย แต่อาศัยเรียนจากตำราเล่มละไม่กี่บาทธรรมดาๆ คนก็ขึ้นท่านมาก)
หากประสงค์พิสูจน์ความรู้ข้อเท็จจริงทางด้านนี้ ขอเชิญมาร่วมศึกษาหาความรู้ในโหราศาสตร์ด้วยกัน ในศาสตร์ที่ท่านสนใจ แล้วเริ่มต้นพิสูจน์จากดวงตัวเอง แล้วพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ทราบถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้คำพยากรณ์ออกมาแม่นหรือไม่แม่น มาเป็นส่วนหนึ่งของคนโหราศาสตร์นะครับ

ธีรพร  เพชรกำแพง(ฮิปโป)

๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ - ๑๙.๒๒ น.

วิสัชนา..ประสาฮิปโป ตอน กังวลใจ..มฤตยูเล็งมฤตยู..ในดวงชะตา

หัวข้อปุจฉา  มฤตยูเล็งมฤตยู จะเกิดอะไรขึ้นบ้างคะ หากมฤตยูจรมาอยู่ภพกัมมะ ราศีเมษร่วมกับดาวเกตุเดิม และมาเล็งมฤตยูเดิมกับราหูเดิมภพพันธุราศีตุล
จากคุณ Ben ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ - ๑๘.๓๗ น.

...วิสัชนา..ประสาฮิปโป...

การต้องใช้เทคนิควิธีการ,ความรู้ความสามารถ,ทักษะเฉพาะตัวที่แผกแตกต่างไปจากเดิมอย่างมาก เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับฐานะครอบครัว มฤตยูนี้ครองราศีหนึ่งเรียกว่านานถึง ๗ ปี และมีอิทธิพลกดทับในเรื่องที่ไปสถิตอยู่ อย่างกรณีการงานอาจจะฉลีกเรี่ยเสียหายผิดพลาดหรือไม่ก็ถึงกับปรับปรุง-ปรับเปลี่ยน-โยกย้ายแวดวงสายงานไปเลยก็ได้ แล้วทำมุมเล็งกับมฤตยูเดิมในเรือนพันธุ นี่ความมั่นคงของชีวิตมักเสียหาย ครอบครัวยุ่งยากมักมีแต่เรื่องปัญหาอุปสรรคให้หนักใจ หรือแม้แต่การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เคารพ หรือผู้มีพระคุณ ก็เป็นได้
แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการจับดาวมาวิเคราะห์แค่ part เดียวหรือบางส่วนจากดวงชะตา ก็จะได้แนววิเคราะห์แค่พอสังเขป จะไปสรุปประเด็นเรื่องทั้งหมดไม่ได้ เพราะปัจจัยการพยากรณ์นั้นมีความเกี่ยวข้องโยงใยกันทั้งกระดาน เราจึงต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ทั้งหมด แล้วสรุปออกมาทั้งในส่วนดีและส่วนร้ายครับ

ธีรพร  เพชรกำแพง(ฮิปโป)
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ - ๑๘.๓๗ น.

วิสัชนา..ประสาฮิปโป ตอน ดวงเสียชื่อเสียงดูอย่างไร

หัวข้อปุจฉา  โหรทำนายว่ามีเกณฑ์จะเสียชื่อเสียง เขาดูจากอะไรคะ
จากคุณ สอบถามค่ะ ๑๖ Feb ๒๐๑๔ - ๑๕.๑๗ น.

เขาทำนายว่ามีเกณฑ์จะเสียชื่อเสียงช่วงต้นปีนี้ หมายความว่าจะถูกดิสเครดิต ถูกทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง
อยากทราบว่ามีหลักเกณฑ์ทำนายแบบนี้อย่างไรคะ เขาดูจากภพอะไร ดาวอะไร เกี่ยวกับทักษาไหมคะ
อยากขอความรู้เป็นวิทยาทานหน่อยค่ะ

...วิสัชนา..ประสาฮิปโป...

เป็นคำถามเดียวที่คำตอบอาจจะกว้างมากนะครับ ในการดูว่าจะเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้นดูได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าเอาอะไรมาดู ในตำราท่านบอกว่า "ทายเกียรติยศชื่อเสียงทายอาทิตย์" นี่ก็ส่วนหนึ่ง ดาวศุกร์เสียในดวงก็เสื่อมเสียชื่อเสียงได้(อย่างเหล่าดาราทั้งหลาย) ตนุลัคน์เสีย,เจ้าการปุตตะเสียคึกคะนองทำให้เสื่อมเสียได้(เรื่องผิดพลาดเพราะความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์),เจ้าการอริเสียส่งผลร้ายต่อดวงชะตา ศัตรูพาให้เสียได้,เจ้าการปัตนิเสียก็มีเรื่องเสื่อมเสียอื้อฉาวเรื่องคู่ครองได้(หรือฝ่ายตรงข้ามทำให้เสื่อมเสีย),เจ้าการศุภะเสีย เรื่องดีงามต่างๆกลายเป็นเสียได้,ฯลฯ ดาวเดชในทักษาเสีย เรื่องชื่อเสียงเกียรติยศก็เสื่อมเสียได้ และอีก ฯลฯ เอ้อ..ชักเยอะ แต่ก็ไม่เลอะเทอะสักเท่าไร นี่ยังไม่นับเงื่อนไขดวงจรร่วมด้วย

สรุปคือการดูในเรื่องหนึ่งๆนั้นสามารถดูได้จากหลายปัจจัยในการพยากรณ์ เพียงแต่ว่าจะหยิบเอาส่วนไหนขึ้นมาอ่าน ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเขาเอาตรงไหนมาพยากรณ์ เพราะอย่างที่บอกว่าจุดพยากรณ์หลากหลายเหลือเกิน แต่หากเป็นอย่างทั่วๆไปอาจจะดูดาวที่สัมพันธ์ร้ายกับดวงชะตา(ลัคนา ตนุลัคน์ ตนุเศษ อาทิตย์ จันทร์)ก็ได้ครับ

ธีรพร  เพชรกำแพง(ฮิปโป)

๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ - ๑๕.๑๗ น.

วิสัชนา..ประสาฮิปโป ตอน ดาวเด่น,ดาวสวย..ในดวงชะตา

หัวข้อปุจฉา  ถามเรื่องทักษา และ ดาวประจำตัวเด่น
จากคุณ Anne   ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๗ - ๐๗.๒๒ น.

ขอความกรุณาด้วยค่ะ
๑ หากคนอายุ ๕๘ บวกกัน ได้ ๑๓ นอกจากการนับวนตั้งแต่ปีเกิดแรกแล้ว มีวิธีนับแบบทางลัดไหมคะ สำหรับคนอายุที่บวกกัน ไม่ได้เลขเกิน ๘
๒ นักพยากรณ์มักพูดว่า ดาวศุกร์ สวยมากมาย ดาวนี่นั่นสวยมาก มีอุจด้วย ... ข้อนี้แยกเป็นสองประเด็น
   ๒.๑  ดาวต่างๆ ไปอยู่ตรงไหนจึงนับว่าเป็นดาวสวย
   ๒.๒  อย่างไรจึงเป็นอุจเป็นมหาจักรคะ
ขอบพระคุณมากค่ะ

...วิสัชนา..ประสาฮิปโป...

คุณ Anne  คงต้องศึกษาความรู้ทางโหราศาสตร์ให้แน่นกว่านี้สักหน่อย ก็คงจะเข้าใจเรื่องที่ถามมาได้ไม่ยากเลยครับ

.เรื่องทักษามีการนับหลายอย่างตามแต่มติหลักวิชาใด สำนักใด หรือนักโหราศาสตร์ท่านใด..จะเลือกใช้อย่างใด
ในกรณีที่คุณ Anne กล่าว ถึงคือการนับแบบเศษ ๙ คือนำตัวเลขมาบวกกันจนเป็นเลขหลักเดียว ผลลัพธ์ที่ได้จะเท่ากับนำเอาเลขอายุ ไปหารด้วย ๙ ตัวอย่างที่ยกมาคือ ๕๘ [+=๑๓]..๑๓ ยังเป็นเลขสองหลักอยู่ ก็บวกกันให้ได้หลักเดียว คือ ๑๓..+= ๔ สรุปว่าลัพธ์ที่ได้จากการคิดแบบเศษ ๙ ของอายุ ๕๘ คือ ๔ ทีนี้ก็นับจากภูมิวันที่เราเกิดไป หากนับแบบทักษาสยามพอถึงภูมิอาทิตย์ ก็วกเข้าตากลางเสียทีหนึ่งก่อนแล้วค่อยนับขึ้นไปหาภูมิจันทร์

.เป็นเรื่องของมาตรฐานดาว เมื่อดาวสถิตราศีหนึ่งราศีใดตามมาตรฐานกำหนด จะมีสถานภาพ(คุณภาพ)เป็น เกษตร ประ อุจ นิจ มหาจักร ราชาโชค ฯลฯ

เกษตร ทายความมั่นคงในหลักทรัพย์ วิชาการอาชีพ
ประ ทายความผันแปร ผิดหวัง ไม่สมหวัง อุปสรรค ข้อขัดข้อง
อุจ ทายความแข็งแกร่งในผลงาน หน้าที่การงาน
นิจ ทายความต่ำต้อย อับเฉา เสื่อมผล เศร้าโศก
มหาจักร   ทายความสง่าโอ่อ่า แคล่วคล่องว่องไว มีเสน่ห์
ราชาโชค  ทายมีวาสนา ผู้อุปถัมภ์ช่วยเหลือ โอกาสดี
หากกล่าวถึง "ดาวเด่น" นักโหราศาสตร์ ส่วนใหญ่ก็จะว่ากันถึงดาวที่ได้มาตรฐาน เกษตร อุจ มหาจักร และราชาโชคเป็นสำคัญ และสรรเสริญว่าดาวที่ได้มาตรฐานเหล่านี้เป็นดาวที่ให้คุณต่อดวงชะตา ซึ่งในความเป็นจริงเมื่อศีกษาให้สูงและลึกขึ้น จะทำให้ทราบว่า "ดาวสวย" ไม่จำเป็นต้องได้มาตรฐานตามที่กล่าวมา แต่มี "โครงสร้างดาว" ที่ดีในดวงชะตา ก็ถือว่าเป็นดาวสวยได้เช่นกัน หรือแม้แต่ดาวที่ไม่มีมาตรฐานใดเลย แต่มีโครงสร้างที่ดีอย่างที่กล่าว กลับเป็น "ดาวเด่น" มีอิทธิพลต่อดวงชะตามาก อย่างนี้ก็มีไม่น้อย

หากคุณ Anne ศึกษามากขึ้นก็จะเข้าใจในพื้นฐานโหราศาสตร์ไทยเหล่านี้ได้ไม่ยากครับ

ธีรพร  เพชรกำแพง(ฮิปโป)

๑๑ มีนาคม ๒๕๕๗ - ๐๗.๒๒ น.

13 มีนาคม 2557

วิสัชนา..ประสาฮิปโป ตอน อริ>กดุมภะ ทำไมถึงดี?

ปุจฉา จากคุณชนานาถ

...ทำไมบางตำราบอกว่าดาวอริไปอยู่กดุมภะจะมีทรัพย์คะ ?
ดาวเกษตร  ภพ  กดุมภะ   ไปอยู่  ภพมรณะ        ฉิบหายเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง
ดาวเกษตร  ภพ  มรณะ    ไปอยู่  ภพกดุมภะ     ได้รับมรดกจากคนตาย
ดาวเกษตร  ภพ  กดุมภะ  ไปอยู่  วินาศ              ฉิบหายเพาะคนใกล้ชิดทำลาย
ดาวเกษตร  ภพ  อริ         ไปยู่   กดุมภะ            ดี มีทรัพย์
...อ่านมาอย่างนี้จริงหรือคะ ? (สงสัยเพราะเราแอบมี อริ อยู่กดุมภะค่ะ) ขอบคุณค่ะ

...วิสัชนา..ประสาฮิปโป...

..เรื่องการยึดตำราเป็นที่หมายของการพยากรณ์นั้นขอให้ยกไว้ก่อน รวมถึงการเข้าใจว่าดาวหรือเรือนใดเสียหรือร้ายนั้นก็ต้องยกไว้ก่อนด้วยเช่นกัน
..สิ่งที่คุณ ชนานาถ ต้องทำความเข้าใจคือ ไม่ว่าดาวหรือเรือน..ย่อมมีส่วนดีส่วนร้ายทุกดาวทุกเรือนไป
..คนที่ดาวอริไปอยู่กดุมภะ บางคนไม่เหน็ดไม่เหนื่อยนี่เขานอนไม่หลับ เพราะเหน็ดเหนื่อยทีไรเขาได้เงินทุกครั้ง บางคนไม่มีปัญหาอุปสรรคนี่เขาอยู่ไม่ได้เพราะมีหน้าที่แก้ไขปัญหาอุปสรรค เช่น ช่างซ่อมต่างๆ ที่ปรึกษาทางกฎหมายหรืออื่นๆ บางคนถ้ามีศัตรูทีไรได้เงินทุกที เช่น นักมวยถ้าไม่ได้ชกคู่ต่อสู้เห็นทีจะแย่ นักแข่งรถประลองความเร็วกับคู่แข่งเป็นต้น
..ส่วนบางคนดาวกดุมภะเป็นเกษตร ร่ำรวยหนี้สินก็มีมาก เงินเข้าทีละมากๆตลอดแต่ไม่เคยได้ใช้เพราะเป็นพนักงานเก็บเงิน เป็นคนมั่งมีทางหลักทรัพย์แต่ตระหนี่เสียจนคนไม่คบ มีเงินทองที่ทางบ้านช่องทรัพย์สินมากมายเพราะโกงเขามา บ้างก็รวยเสียจนทำอะไรไม่ได้เพราะเจ็บป่วยนอนพังพาบไปไหนไม่ไหวแล้ว บ้างก็รวยจนคนใกล้ตัวฆ่าตายเอาสมบัติเอาเงินประกัน เช่นนี้ก็มี
..อย่างนี้เห็นทีว่าจะไปโทษดาวโทษเรือนคงจะไม่ได้ คงจะมีเงื่อนไขปัจจัยในการพิจารณามากกว่านั้น
..กรณีคุณ ชนานาถ ในดวงชะตามีดาวเจ้าการอริสถิตในเรือนกดุมภะ แล้วในตำราที่คุณยกมาบอกว่าดี "ดาวเกษตรภพอริไปอยู่กดุมภะ..ดี มีทรัพย์" ก็อาจจะกล่าวได้ว่า คนที่รู้จักแก้ไขปัญหาอุปสรรคหรือความยุ่งยากทำให้เกิดทรัพย์สินเงินทอง(เพราะตำราบอกว่าดีมีทรัพย์) คือ "อริ>กดุมภะ" นี่แน่นอนหนีคำว่า "ปัญหา อุปสรรค ความยุ่งยาก ศัตรู" ไปไม่พ้นเป็นแท้ อยู่ที่ว่า "เงื่อนไข" ดวงชะตานั้นบ่งบอกหรือไม่ว่าเจ้าชะตาเผชิญกับ "อริ>กดุมภะ" นั้นอย่างไร การจะรู้ถึงตรงนี้ได้เราจะต้องพิจารณาจาก "โครงสร้างดวงชะตา" ทั้งหมดนั่นเอง
..สรุปว่าเราต้องศึกษาพื้นฐานทางโหราศาสตร์ไทยให้มีความเข้าใจในลำดับแรกก่อน จึงจะทราบว่าเหตุที่ท่านครูอาจารย์จำกัดคำพยากรณ์ไว้เป็นฝอยในการทำนายสั้นๆแค่นั้นเพราะอะไร ท่านเอาหลักตรงไหนมาจับเป็นคำพยากรณ์ เมื่อเข้าใจทั้งหมดแล้วก็จะไม่ยากที่จะกลั่นกรองเป็นคำพยากรณ์ออกมาในลักษณะที่ตรงกับความเป็นจริงของชีวิตมากที่สุด ไม่ใช่ชนิดกำปั้นทุบดินหรือดีสุดขั้วชั่วสุดขีด อย่างนี้ไม่ใช่หนทางหรือกระบวนวิธีทางโหราศาสตร์ไทยครับ

(อีกอย่างการดูเฉพาะบางส่วน(part)ของดวงชะตาอาจจะยังไม่เพียงพอ ผมกล่าวเสมอว่าดูดวงต้องดูทั้งกระดาน เพราะปัจจัยพยากรณ์ต่างๆมีความเกี่ยวข้องโยงใยกันทั้งหมด เพียงแต่เราต้องการรู้เรื่องใดจึงจะหยิบส่วนนั้น(part)ออกมาพยากรณ์ เพราะรู้เห็นความเป็นไปหมดทั้งดวงแล้ว)

ธีรพร  เพชรกำแพง(ฮิปโป)

๑๓ มีนาคม ๒๕๕๗_๒๑.๒๘ น.

20 กุมภาพันธ์ 2557

โปรแกรม “ไพ่ยิปซีชี้ชะตา” ภาคพยากรณ์ด้วยไพ่ชุดหลัก 3 ใบ

ไพ่ยิปซีชี้ชะตา
ภาคพยากรณ์ด้วยไพ่ชุดหลัก 3 ใบ

          กัลยาณมิตรผู้มีใจรักทางด้านพยากรณ์ศาสตร์ทุกท่าน ไพ่ยิปซีหรือไพ่ทาโร่ต์นี้ได้มีบทบาทต่อวงการพยากรณ์ดวงชะตาในบ้านเรามาช่วงเวลาหนึ่ง และยังคงอยู่พร้อมด้วยเอกลักษณ์แห่งมนต์เสน่ห์ในการสรรสร้างคำพยากรณ์จากภาพหน้าไพ่ได้ตรงกับเหตุการณ์จริงในดวงชะตาชีวิตของผู้ที่เสี่ยงทายจับได้ไพ่ที่ให้ความหมายแตกต่างกันไป ดั่งรู้ใจ จากเงื่อนไขสัมพันธ์ในการพยากรณ์คือ 1.เจ้าของดวงชะตา 2.สื่อหรืออุปกรณ์ที่ถ่ายทอด(ไพ่) 3.ผู้ตีความหมาย(หมอดูหรือนักพยากรณ์) ประกอบกับการใช้ศาสตร์และศิลป์ในการพยากรณ์ทำให้ไพ่ยิปซียังคงมี ความขลัง ที่จะนำมาใช้พัฒนาต่อยอดประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบการดูดวงในสังคมไทยบ้านเรา
          ด้วยการที่ไพ่ยิปซีมีความสะดวกในการทำนายและให้ผลพยากรณ์เป็นที่น่าพอใจ จึงเป็นเหตุให้ผู้จัดทำมีความสนใจในการพัฒนาโปรแกรมไพ่ยิปซีชุดนี้ คือ ไพ่ยิปซีชี้ชะตา ภาคพยากรณ์ด้วยไพ่ชุดหลัก 3 ใบ โดยรูปแบบการดูด้วยไพ่ 3 ใบ จะเป็นการดูแบบเฉพาะเจาะจงตรงประเด็นลงไปในคำถามนั้นๆ แล้วไพ่ยิปซีจะให้เนื้อความหรือความหมายที่เกี่ยวข้องออกมาผ่านภาพหน้าไพ่ ซึ่งในชุดแรกนี้ผู้จัดทำใช้ไพ่ชุดหลัก 22 ใบ (major arcana) ที่ให้ความหมายชัดเจนและครอบคลุมที่จะใช้ในการทำนาย โดยการตั้งจิตให้เป็นสมาธิแล้วอธิษฐานต่อคำถามที่ต้องการจะถามไพ่ แล้วใช้มือซ้ายกดปุ่มเพื่อเสี่ยงทาย จะได้ไพ่ออกมา 3 ใบ แล้วพิจารณาคำพยากรณ์ที่ระบุไว้ให้ในลักษณะคำเฉพาะ(key words) ให้ได้ทราบพอเข้าใจถึงแนวโน้มคำทำนายจากไพ่ แล้วนำไปเสริมขยายเป็นคำตอบให้เข้ากับประเด็นคำถามที่ตั้งใจอธิษฐานถามไพ่ไว้
          โปรแกรมนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจหรือกำลังศึกษาเรียนรู้การพยากรณ์ด้วยไพ่ยิปซี และนักพยากรณ์ที่ต้องการลดภาระขั้นตอนการใช้ไพ่เพื่อความสะดวก หรือแม้แต่ผู้รับการพยากรณ์เองได้เสี่ยงทายไพ่ แล้วนำผลภาพหน้าไพ่ที่ตนได้นั้นไปตั้งกระทู้ถามตามกระดานสนทนาต่างๆ(web board) ซึ่งปัจจุบันก็มีผู้รู้ที่ได้ผ่านการศึกษากระบวนการพยากรณ์ด้วยไพ่ยิปซีมาให้ความรู้หรือตอบข้อคำถามในเชิงพยากรณ์อยู่มาก จึงไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไปเพียงแค่ใช้โปรแกรม ไพ่ยิปซีชี้ชะตา ชุดนี้
          หากโปรแกรม ไพ่ยิปซีชี้ชะตา นี้ จะพอเป็นประโยชน์ใดๆแก่ท่านผู้ใช้บ้าง ขอความสุขนั้นจงมีแด่บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ของผู้จัดทำ และหากโปรแกรมมีความผิดพลาดประการใดผู้จัดทำขอน้อมรับข้อบกพร่องนั้นไว้เองทั้งสิ้น หรือผู้ใช้งานมีความประสงค์จะแนะนำเพิ่มเติมในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้จัดทำสามารถติดต่อได้โดยตรงทางโทรศัพท์และอีเมล์ดังนี้ 085-1219196 , tepar2009@gmail.com หรือที่กลุ่มชุมชนออนไลน์เฟสบุค(face book) ที่กลุ่มชื่อ สมุดจดดวง และ ดวงชะตามาวิเคราะห์
          สุดท้ายนี้ ขอความสุขทุกประการอันเราท่านทั้งหลายจักพึงได้ในโลกนี้ จงมาบังเกิดแก่ทุกท่านด้วยความราบรื่นสำเร็จเป็นอันดีทุกประการ หากท่านได้รับสิ่งดีใดๆ ขอให้ท่านได้ตั้งใจมอบสิ่งดีนั้นให้ผู้อื่นด้วยเช่นกัน
  
ธีรพร  บุญวงษ์(เพชรกำแพง)

สาธารณสุขชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลหูกวาง

ลิงค์สำหรับดาวน์โหลด 
โปรแกรมไพ่ยิปซีชี้ชะตา

8 กุมภาพันธ์ 2557

ปฏิจจสมุปบาทและเรือนชะตาในโหราศาสตร์ไทย


ปฏิจจสมุปบาทและเรือนชะตาในโหราศาสตร์ไทย
          ปฎิจจสมุปบาท ท่านหมายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน,ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม,การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกัน จึงเกิดมีขึ้น,สิ่งนี้มี จึงมีสิ่งนี้
          โหราศาสตร์เราก็เช่นกัน มีปัจจัยพยากรณ์ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโยงใยไปมาตามหลักของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งครูบาอาจารย์เก่าๆ ท่านเป็นปราชญ์ทั้งโหราศาสตร์และพระพุทธศาสนา ได้เห็นผลอันเลิศจากการนำเอาความรู้ในปฏิจสมุปบาทมาหลอมรวมกับความรู้ทางโหราศาสตร์ไทยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ฉันจึงขอนำสิ่งที่จดจำมาเล่าสู่กันฟังพอสังเขปดังนี้
          ท่านกล่าวว่า เรื่องของดวงปฏิจจสมุปบาทนั้นมีอยู่ในตำราจักรทีปนี คัมภีร์พฤหัสบดีจักร ซึ่งเป็นบทว่าต่อมาจากคัมภีร์ภวชาติและดวงคัพพปักกมูล ซึ่งเป็นบทโหราศาสตร์ที่ท่านเอาไว้ใช้ พยากรณ์
๑.ดวงมูลกำเนิด
๒.ตรวจสอบเกณฑ์ชะตาตั้งแต่เริ่มจุติลงในครรภา แล้วแยกไปเป็นดวงสามัญ ดวงกษัตริย์ ดวงปราบดาภิเษก (ต้องใช้ประกอบกับคัมภีร์อื่น เช่น คัมภีร์อสีติธาตุ,คัมภีร์ราชมัญตัญ)
๓.ดูดวงชะตาพระสงฆ์ ในบทพยากรณ์เก่าๆ จะกล่าวถึงโดยเฉพาะว่า จะสึกได้หรือไม่ จะสึกปีใด จะบวชทนหรือไม่ จะคู่ควรกับสมณานุรูปหรือไม่
          ทั้งนี้ขอยกคำปรารภของพระสารประเสริฐ(ตรี นาคะประทีป) ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพพระพรหมมุนี (แย้ม อุปวิกาโส) วัดราชประดิษฐ์ มากล่าวไว้บางส่วน ดังนี้
เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังเทศน์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ท่านเจ้าโต แสดงดาว ๑๒ นักษัตรว่าเป็นต้นทางแห่งจตุราริยสัจ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยทรงหยั่งพระญาณในปัจจยาการทั้ง ๑๒ประการ แล้วนำมาใคร่ครวญถึงลักษณะโลกธาตุอันมีดาวเคราะห์โคจรใน ๑๒ ราศี ว่าคงจะอยู่ในข่ายปัจจยาการ คือปฏิจจสมุปบาทนั้นเอง แต่ก็เป็นการคิดเล่นๆ มิได้ลงมติจริงจังอย่างไร ครั้นมารับหน้าที่ทำหนังสือในงานนี้ จึงได้เรียบเรียงเป็นหนังสือโลกธาตุขึ้น มีปฏิจจสมุปบาทธรรมเป็นหัวข้อ บรรจุความรู้ง่ายๆ ในโหราศาสตร์ โดยวิธีลำดับข้อความหน้าหลังตามแนวปฏิจจสมุปบาทนั้น
ท่านจำแนกแจกแจงถึงปฏิจจสมุปบาทและเรือนในโหราศาสตร์ไทยไว้ ดังนี้
เรือนที่ ๑ ดนุ คือตัว อวิชชา เป็นจุดทำให้เกิดชีวิตขึ้นมา เป็นชีวิตทั้งชีวิต จุดวางลัคนา
เรือนที่ ๒ กดุมภะ คือตัว สังขาร การปรุงแต่ง ตัวแสวงหา
เรือนที่ ๓ สหัสชะ คือตัว วิญญาณ ตัวรับรู้ สรรพสิ่งที่จรมา เหมือนเพื่อนที่เข้ามามีดีมีชั่ว
เรือนที่ ๔ พันธุ คือตัว นามรูป คือเรือนร่าง กายใจ
เรือนที่ ๕ ปุตตะ คือตัว สฬายตนะ จุดติดต่อให้เกิด จะเกิดบุตรได้ เกิดการกระทำที่ใหม่ๆ
เรือนที่ ๖ อริ คือตัว ผัสสะ จุดที่ทำให้เกิดปัญหา ปัญหาเกิดจากตัวกระทบ
เรือนที่ ๗ ปัตตนิ คือตัว เวทนา ตัวนี้คือ จุดที่ทำให้มีชีวิตคู่ ความรู้สึก ทำให้หลงติด
เรือนที่ ๘ มรณะ คือตัว ตัณหา  ที่ส่งผลให้ชีวิต เหมือนตายแล้ว อยากจนตัวตาย
เรือนที่ ๙ ศุภะ คือตัว อุปาทาน ความยึดทุกอย่างทำให้มีความสุข
เรือนที่ ๑๐ กัมมะ คือตัว เรือน ตัวสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง กรรมเรือน เรือนคือกรรม
เรือนที่ ๑๑ ลาภะ คือตัว ชาติ การได้มา การเกิดขึ้น คือตัวลาภ ได้สิ่งที่ถูกใจ
เรือนที่ ๑๒ วินาสน์ คือตัว ชรามรณะ สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่มองไม่เห็น ตัวทำลาย
ท่านอธิบายถึงการอ่านดวงปฏิจจสมุปบาทนั้นว่า ให้ดูจากตรีเกณฑ์(ตรีโกณ) แล้วจึงพิจารณาการโยคถึงกันอีก จะเห็นความสัมพันธ์ของความหมายตามเรือน หรืออาจไม่ต้องใช้เรือน ให้อ่านตามศัพท์บัญญัตินั้นได้เลย ดังนี้
พิจารณาตรีเกณฑ์(ตรีโกณ)
กลุ่มที่หนึ่ง คือ เรือนที่ ๑ อวิชชา , เรือนที่ ๕ สฬายตนะ , เรือนที่ ๙ อุปาทาน
กลุ่มที่สอง คือ เรือนที่ ๒ สังขาร , เรือนที่ ๖ ผัสสะ , เรือนที่ ๑๐ กรรมะ
กลุ่มที่สาม คือ เรือนที่ ๓ วิญญาณ , เรือนที่ ๗ เวทนา , เรือนที่ ๑๑ ชาติ
กลุ่มที่สี่ คือ เรือนที่ ๔ นามรูป , เรือนที่ ๘ ตัณหา , เรือนที่ ๑๒ ชรามรณะ
แล้วพิจารณาการโยคถึงกันของกลุ่มที่หนึ่งกับกลุ่มที่สามชุดหนึ่ง และกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สี่อีกชุดหนึ่ง
          ปฏิจจสมุปบาทนั้นมีข้อยากอยู่ ๓ ประการคือ ยากที่ผู้เรียนจะมีความเข้าใจ ยากที่ตัวเนื้อหาสาระธรรม และยากที่จะถ่ายทอดให้ผู้อื่นเข้าใจ จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาหลักธรรมคือปฏิจจสมุปบาทนี้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ระดับหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงนำมาเข้าเรื่องควบรวมกับโหราศาสตร์ไทย เมื่อมีความคล่องตัวชำนาญดีแล้ว ไม่ว่าจะจับส่วนใดของดวงชะตาขึ้นมา ก็สามารถโยงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องได้ทั่วทั้งดวงชะตา ดังที่ฉันเคยเปรียบเปรยให้ทราบอยู่เสมอๆ ว่า จับขอบสว่นใดของกระด้ง ก็รู้อยู่ว่าเป็นกระด้ง นั้นเอง

ธีรพร  เพชรกำแพง

รำลึกเนื้อความ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

5 กุมภาพันธ์ 2557

วิชาเก่าเล่าตำนาน ตอน ตำรามายุฆาฏ(อายุฆาต)

..ตำรามายุฆาฏ(อายุฆาต)..

..ช่วงหลังมานี้สุขภาพฉันไม่ค่อยจะดี ก็ให้นึกปลงเรื่องความเป็นความตายอยู่บ่อยครั้ง ตามไตรลักษณ์กฏธรรมชาติ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ต้องเผชิญกับความเจ็บไข้ได้ป่วย พลันให้คิดถึงว่าดวงชะตาเรามีฆาตเคราะห์ภัยร้ายจะถึงชีวิตไหมหนอ? ก็นึกถึงความรู้ในตำราลายมือของพ่อทวด "ตำรามายุฆาฏ หรือ อายุฆาต" ท่านเกริ่นไว้ถึงความไม่ประมาทในชีวิตจากมรณะภัย พยาธิภัย อุบัติภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย และสรรพเคราะห์อุปัทวเหตุอาเพศภัยทั้งหลาย ในฆาตขัยชะตาที่ต้องระวัง
..ความมีว่า ให้ตั้งอายุปีนั้นลง เอากำลังวันบวก เอา ๓ คูณ เอา ๙ หาร แล้วพิจารณาเศษเป็นเหตุทำนาย ดังนี้
..เศษ ๐ หรือ ๙ ชะตาขาด หากเจ็บป่วยอยู่มักร้ายแรง แพ้ถ้อยคดีความ เสียเงินทองทรัพย์สินข้าวของรักเป็นอันมาก
..เศษ ๑ ๓ ๗ ชะตาลำบาก เสียทรัพย์อับประมาณ ภัยพาลถาโถม
..เศษ ๒ ๔ ๖ ชะตาแคล้วคลาดปัดตลอด ปราศจากเหตุร้ายทั้งปวง
..เศษ ๕ ๘ ชะตาปีนั้นทุกขลาภ ให้โลดโผนลุ่มๆดอนๆ ได้อย่างเสียอย่าง
..หากเกณฑ์อายุจรในดวงชะตาเข้า อริ มรณะ วินาส ด้วยแล้วท่านว่าเกณฑ์ชะตาร้ายเสียหายมากนัก ยิ่งมีดาวใหญ่อย่าง ๕ ๗ ๘ สัมพันธ์ร้ายถึง ท่านว่าถึงกับเสียชีวิตสิ้นอายุขัย ที่เรียกว่า "ถึงฆาต" นั้นเอง
(หมายเหตุ : กำลังวัน อาทิตย์ ๖,จันทร์ ๑๕,อังคาร ๘,พุธ ๑๗,พฤหัสบดี ๑๙,ศุกร์ ๒๑,เสาร์ ๑๐,ราหู ๑๒ รวมเป็นกำลัง ๑๐๘)

ธีรพร  เพชรกำแพง

เล่าความ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

โปรแกรมกาลชะตา สิงห์นภดล

สิงห์นภดล
พัฒนาโดย นายธีรพร  บุญวงษ์

          กัลยาณมิตรเพื่อนพ้องพี่น้องผู้ศึกษาโหราศาสตร์ทุกท่าน นอกจากการใช้กระบวนการทางโหราศาสตร์-พยากรณ์ศาสตร์วิเคราะห์ดวงชะตาในภาพรวมแล้วนั้น ยังมีการใช้ กาลชะตา กำหนดรู้เหตุบางประการที่ต่างออกไปจากพื้นชะตาหลัก เพื่อการหาคำตอบจากคำถามเฉพาะ ถือเป็นอีกกระบวนวิธีหนึ่งที่น่าสนใจในวิชาโหราศาสตร์-พยากรณ์ศาสตร์ โดยเฉพาะวิชากาลชะตาแขนงนี้ สิงห์นภดล
          สิงห์นภดล เป็นวิชากาลชะตาที่ประยุกต์ผสานความกลมกลืนของวิชาเลข ๗ ตัว และราศีจักร โดยการตั้งกาลชะตาเลข ๗ ตัวก่อน แล้วจึงเอาผลลัพธ์ที่ได้มาขับเป็นดาวเข้าจักร เพื่อใช้ในการอ่านแง่มุมของดวงยามหรือดวงกาลชะตาอย่างละเอียด โดยที่ดวงยามนั้นจะเปลี่ยนรูปในเวลาที่ต่างกันเพียง ๑ นาที จึงนับว่ามีความละเอียดถึงในระดับนาที ซึ่งรูปดวงยามจะไม่มีความซ้ำกัน ทำให้ความหลากหลายของวิชากาลชะตา สิงห์นภดล นี้มีความคล่องตัวรอบด้านอยู่มาก และต้องเข้าใจว่ารูปดาวในดวงราศีจักรนั้นเกิดจากการขับดาวเข้าจักร มิใช่รูปดวงตามคำนวณด้วยคัมภีร์สุริยยาตร ฉะนั้นเรื่องกฏเกณฑ์เกี่ยวกับท้องฟ้าจริงจะนำมาบังคับใช้ไม่ได้ เช่น ๑ ๔ ๖ อยู่ห่างกันไม่เกิน ๓ ราศี แต่ในวิชาดวงยามนี้ดาวทุกดวงเป็นอิสระที่จะสถิตในราศีต่างๆ ตามการขับดาวเข้าจักร ส่วนวิธีการอ่านดวงยามเลข ๗ ตัว สัมพันธ์กับดวงยามราศีจักรนั้นก็สามารถทำได้ตามความชำนาญสันทัดของแต่ละบุคคล ซึ่งต้องพอมีความรู้เกี่ยวกับวิชาเลข ๗ ตัว และราศีจักรอยู่บ้าง
          ที่มาที่ไปของวิชากาลชะตา สิงห์นภดล นี้ ท่านวาสนากล่าวคำนิยมไว้ว่า
          ดวงยามสิงห์นภดล คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากปราศจากบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งก็คือ ท่านสิงห์ ปีขาล แห่ง สมุดจดดวง เพราะมีอยู่วันหนึ่ง ท่านสิงห์แอบหลับช่วงกลางวัน แล้วฝันไปว่ามีชายชรามาสอนการตั้งดวงยาม จากเวลาที่ถามเป็นระบบเลข ๗ ตัว หลังจากวันนั้นท่านสิงห์จึงนำเอาวิชาจากในฝันมาใช้ทายในสมุดจดดวง ควบคู่กับดวงกำเนิดในระบบเลข ๗ ตัว จนเป็นที่ฮือฮาของเหล่าสมาชิกเพราะทายถูกติดๆกัน ท่านสามตาจึงตั้งชื่อดวงยามนี้ว่า นรสิงห์ ผมเห็นว่าดวงยามนี้เป็นระบบเลข ๗ ตัว จึงลองนำมาอ่านด้วยวิชา นภดล ซึ่งเป็นเลขเจ็ดตัวหกฐานแล้วขับดวงขึ้นฟ้าอย่างราศีจักรของสำนักดู ปรากฏว่า สามารถเข้ากันได้ดีกับวิชานภดลเป็นอย่างมาก หากท่านใดนำไปใช้แล้วได้ผลได้โปรดอุทิศบุญกุศลให้แด่ ดวงวิญญาณของท่านปู่ ที่มาสอนดวงยามนี้ ให้แก่ท่านสิงห์ด้วยครับ
          ผู้จัดทำในฐานะที่ศึกษาดวงกาลชะตาต่างๆ มาบ้าง เมื่อได้พบเห็นวิชาสิงห์นภดลนี้ เห็นว่าเป็นแนวทางการนำเอกลักษณ์วิชาเลข ๗ ตัว และราศีจักรมาประสมผสานกัน เพื่อให้ได้ผลของการพยากรณ์อย่างลงตัว มีหลักเกณฑ์ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่ผลออกมาชัดเจนเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องการศึกษาดวงกาลชะตาเพื่อใช้ในการพยากรณ์จริง และเพื่อให้สะดวก ง่าย รวดเร็ว ในการตั้งดวงยามสิงห์นภดล จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้จัดทำพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมา และต้องขอขอบพระคุณบุคคลที่มีส่วนร่วมในการจัดทำ ดังนี้
          ๑.ท่านวาสนา ท่านสิงห์ปีขาล ที่อนุเคราะห์ความรู้การตั้งดวงกาลชะตาสิงห์นภดลนี้
          ๒.ท่านชนะ ที่ให้ประกายความคิด(idea)ย้ำความชัดเจนให้ผู้จัดทำได้พัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมา
          ๓.เพื่อนพ้องพี่น้องชาวสมุดจดดวงทุกท่าน สำหรับกำลังใจในการจัดทำ
          อย่างไรก็ดี หากโปรแกรมมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำต้องขออภัยไว้ในโอกาสนี้ และหากโปรแกรมนี้พอเป็นประโยชน์ต่อท่านบ้าง ขอผลานิสงส์นั้นจงถึงครูบาอาจารย์ที่ท่านประสิทธิ์วิชาความรู้มาให้ โดยเฉพาะ ท่านปู่ ที่มาสงเคราะห์วิชาแก่ท่านสิงห์ปีขาลในนิมิตฝัน ซึ่งนับเป็นปฐมเหตุอันดีที่ทำให้ก่อเกิดวิชานี้ขึ้นมาได้
          ในส่วนของผู้จัดทำนั้น ขออุทิศคุณงามความดีในบุญกุศลอันจะพึงเกิดมีขึ้นให้กับ พ่อทวดสุบิณฑ์  ทองประสพ ต้นปฐมาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ทางโหราศาสตร์ในตระกูล พระเดชพระคุณหลวงพ่อไพรวัลย์ อติกนฺโต ศิษย์ของพ่อทวดซึ่งได้ล่วงลับมรณภาพไปแล้ว รวมถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ เทพยุดาเจ้าเหล่าพรหมสวรรค์ที่ปกปักรักษา เจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ทั้งหลายในสากลโลกธาตุ พร้อมทั้งผู้ใช้โปรแกรมนี้ทุกท่าน จงได้รับความสุขสมปรารถนาเป็นอันดีทุกประการเถิด

ธีรพร  บุญวงษ์
สาธารณสุขชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลหูกวาง