24 ธันวาคม 2555

การวิเคราะห์ดวงชะตา ด้วย..ปรัตยุบันกาลชะตา


กำเนิด ๒๖--๒๕๑๗  จร ๒-๑๐-๒๕๕๕
อายุชำระ ๓๘ ปี ๕ เดือน ๖ วัน ย่าง ๓๙ ปี

การเงิน การงาน คู่ครอง สามสิ่งต้องประสงค์
บุคคลอันเป็นศัตรูในที่ลับ
ความสำเร็จตามเป้าหมายตามความตั้งใจที่ต้องการ

พิจารณาดวงชะตาปีจร ช่วงอายุ ๓๘ ปี ย่าง ๓๙ ปี                  

     ดวงปรัตยุบันกาลชะตาหรือดวงอายุปีจรปัจจุบันของเจ้าชะตา ในรอบอายุ ๓๘ ย่าง ๓๙ ปีนั้น บริบทการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ มีความราบรื่นสำเร็จในการมุ่งสู่เป้าหมาย ความตั้งใจมีความก้าวหน้าเห็นผลชัดเจน ผูใหญ่ให้การสนับสนุน ผลประโยชน์ก่อเกิดเป็นรูปธรรม เป็นช่วงอายุที่บ่งในเรื่องของการมีคู่ครองที่เสริมกัน มีหลักมีฐาน พึ่งพาอาศัยกันได้ ในเรื่องของการร่วมหุ้นร่วมส่วนหรือการช่วยเหลือบุคคลด้วยเจตนาดีต้องระมัดระวังผลประโยชน์เสียหายภายหลัง ดวงการงานในหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วจักบังเกิดผลดี ได้รับผลประโยชน์ ลาภผลกำไร ค่าตอบแทนจากกิจการงานที่กระทำนั้นอย่างดี การได้คบหาสมาคมกับบุคคลที่พึ่งพาอาศัยได้ในสังคมการงานใหม่ การเจรจาสื่อสารการแสดงออกเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของผู้หลักผู้ใหญ่จึงให้ความสนับสนุนส่งเสริมให้มีความเจริญก้าวหน้า โบราณว่ายศถาบรรดาศักดิ์มักสูงขึ้น แต่อย่างที่เกริ่นปีนี้ทำบุญทำคุณกับใครเหมือนไฟตกน้ำ  เขาพึ่งเราได้แต่เราจะหวังพึ่งเขายากนัก สิ่งแวดล้อมเดิมๆไม่ดี จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนโยกย้าย เป็นปีที่จะต้องเริ่มต้นแสวงหาเกียรติภูมิเริ่มต้นชีวิตของตนเอง แต่ก็ยังหันหลังพิงฝาผู้ใหญ่ทางบ้านบ้าง จักได้ทรัพย์เป็นหลักเป็นฐานมั่นคงขึ้น แต่อุปสรรคก็ยังบ่งในพื้นดวงเสริมเรื่องการเปลี่ยนแปลงของชีวิตอยู่ คือต้องมีเหตุให้ปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่ การโยกย้ายเปลี่ยนแปลง อารมณ์ขึ้นๆล่องๆกระทบจิตใจกับคนอื่น การเงินการทองเดี๋ยวมีเดี๋ยวขาด เกิดความเสียหายจากการบริหารเวลา         
โอกาสและอุปสรรค                          
     ปีนี้เด่นในเรื่องของการเจรจาสื่อสารแสดงออกอันเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจได้ การใช้ทักษะสติปัญญาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของตนและกลุ่มคณะทำให้เป็นที่ยอมรับ ส่วนเรื่องด้อยนั้นไม่มีอะไรน่าหนักใจนัก เพียงแต่ให้ระมัดระวังทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิตไว้บ้างเป็นดี                  
ขอยกภูมิทักษาพยากรณ์ดวงของเจ้าชะตาในรอบอายุนี้มาปิดท้าย ความว่า
     พฤหัสไซร้ปัศจิม เกิดสวัสดิ์อิ่มลาภะ จักชนะศัตรู ทรัพย์อขูจะได้ แต่ผู้ใหญ่บัณฑิต อีกบพิตรเจ้านักครา ทั้งพราหมณาและบรรพชิต         

ธีรพร  เพชรกำแพง
๒ ตุลาคม ๒๕๕๕                  

23 ธันวาคม 2555

การนับอายุ ๓ วิธี


การนับอายุ ๓ วิธี
การนับอายุนั้นมีวิธีนับ ๓ วิธี

๑. อายุไทย คืออายุที่นับตามปีนักษัตร ซึ่งได้แก่ปีชวด ปีฉลู เป็นต้น โดยกำหนดว่าคนที่เกิดปีชวดจะเกิดต้นปีหรือปลายปีก็ตาม จะถือว่าคนนั้นมีอายุได้ ๑ ปี และเมื่อขึ้นปีฉลูก็จะถือว่าเป็นปีที่ ๒ แม้ว่าถ้านับวันและเดือนอย่างแท้จริงแล้ว จะยังไม่ถึง ๒ ปีก็ตาม
ผู้ที่เกิดในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๐ ตรงกับ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ (๒) ปีวอก นับอายุไทยได้ ๕๗ ปี อายุไทยของท่านครบ ๕๗ ปี เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า ปีมะโรง และจะมีอายุไทยครบ ๕๘ ปี ในวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า ปีมะเส็ง

๒. อายุโหร คืออายุที่นับครบปีจริงๆ จะนับเป็นปีได้ก็ต่อเมื่อต้องครบปีอย่างแท้จริง เช่นคนเกิดเดือนอ้าย จะถือว่าอายุครบปีก็ต่อเมื่อถึงเดือนอ้ายอีกครั้ง
ผู้ที่เกิดในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๐ ตรงกับ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ (๒) ปีวอก นับอายุโหรได้ ๕๕ ปี อายุโหรของท่านครบ ๕๕ ปี เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ และจะมีอายุโหรครบ ๕๖ ปี ในวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๖ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง

๓. อายุชำระ คืออายุที่นับกันอย่างละเอียดจริงๆ ซึ่งเป็นการคิดอายุให้รู้ถึงปี เดือน วัน โดยคิดละเอียดลงไปว่าในวันปัจจุบันมีอายุได้กี่ปี กี่เดือน กี่วัน
ผู้ที่เกิดในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๐ ตรงกับ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ (๒) ปีวอก นับอายุชำระได้ ๕๕ ปี ๑๑ เดือน ๑๐ วัน อายุชำระของท่านครบ ๕๕ ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ และจะมีอายุชำระครบ ๕๖ ปี ในวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๖ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง

ชาติทักษา..คำพยากรณ์ "ศรี - กาลี"


คำพยากรณ์ศรี

ศรีร่วมบริวาร ข้าคนบริพาร จะเพิ่มพูนสวัสดิลาภา
ผิวศรีร่วมอา ยุสรรพโรคา พยาธิ์อาพาธจักคลาย
ศรีร่วมเดชกำจาย จรัสจรูญพรรณราย ด้วยเดชกำจัดศัตรู
ศรีร่วมศรีพรั่งพรู ทรัพย์สินพธู จักเพียบพร้อมไพบูลย์
ผิศรีร่วมมูล สมบัติสมบูรณ์ ทั้งบ้านและสวนไร่นา
ผิวศรีร่วมอุสาห์ สิทธิการนานา ค้าขายจักได้เกินทุน
ศรีร่วมมนตรีเจ้าขุน บุญเก่าเกื้อหนุน กอบเกื้อให้เกิดสุขสันต์
ศรีร่วมกาลีผัน ผิดแผกแปลกบรรพ์ สลับกลับร้ายเป็นดี

คำพยากรณ์กาลี

กาลีร่วมบริวาร ข้าคนเกียจการ ก่อเหตุให้ร้อนรุมใจ
กาลีร่วมอายุขัย ระมัดโรคภัย เบียนอายุมิให้ยืนยง
กาลีร่วมเดชดำรง เดชไว้มิคง ด้วยถูกเบียดเบียนบีฑา อุบัติวิบัตินานา อริพาลา จะรุมให้ร้อนรำคาญ
กาลีร่วมศรีสักการ ลาภผลสินทาน เคยมีกลับหมดหดหาย
กาลีร่วมมูลทำนาย พรากพลัดกระจาย จากที่เคยสุขสำราญ
กาลีร่วมอุสาหะการงาน จักแยกแตกฉาน อีกจะฉลีกเรี่ยเสียหาย
กาลีร่วมมนตรีทาย กรรมเก่าเข้ากราย ผู้ใหญ่สหายจักขึ้นข่มเหง
กาลีร่วมกาลีเกรง เรื่องวุ่นอลเวง วิวาทวิปลาสนานา

16 ธันวาคม 2555

...ชาติทักษา..ลีลาชีวิต...(ดวงท่าน ๙)


...ชาติทักษา..ลีลาชีวิต...(ดวงท่าน ๙)
ดวงชะตาของ ท่าน ๙ อายุชำระ ๔๓ ปี ๑ เดือน ๑ วัน ย่าง ๔๔ ปี
(การอ่านดวงทักษาจร จากดวงทักษาเดิม ในดวงชะตา)



ในรอบอายุนี้เจ้าชะตาจักมีดวงทางด้านผู้หลักผู้ใหญ่นำมาซึ่งลาภผล ชี้ช่องทางทำมาหาได้ แนะนำหลักคิดการกระทำจากประสบการณ์ มีมิตรที่พึงพาอาศัยได้ ได้รับผลดีทางลาภผล กำไร ทรัพย์สิน โชคลาภต่างๆมีเข้ามาอยู่เป็นระยะ รวมไปถึงบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวใกล้ชิด อย่างครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และการอยู่ในสังคมบุคคลที่มีหลักฐานฐานะ เหล่านี้ให้ความร่วมไม้ร่วมมือในการทำมาหาได้ หรือร่วมไปสู่ความสำเร็จ(แต่เจ้าชะตาต้องชี้นำ) โดยเฉพาะการติดต่อประสานงานจะได้รับความร่วมมือตอบรับเป็นอย่างดี

รอบอายุนี้เจ้าชะตายังเป็นเสมือนเทวดาเดินหน คือโคจรเดินทางไปทั่วทั้งใกล้ไกลและนอกในประเทศเขตคาม อันนี้ดี..มีการเดินทางดี ไปดีมาดี มีลาภผลสักการะ หรือได้รับผลประโยชน์จากการเดินทางในแต่ละครั้ง หากดวงเสมือนเทวดาเดินหนนี่อยู่กับที่กับถิ่นไม่ดี มักมีปัญหาให้ทรุดตัวลง แต่หากมีการเดินทางโยกย้ายเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย คือนิราศไปจากที่จากถิ่นเสียบ้าง อันนี้ดี..และเกิดผลดี (นี่อ่านไปตรงกับมรณะชันษา ในระบบชันษาอายุจร แต่ยังไม่เข้าเรื่องนี้ เอาไว้ก่อน..ขอเดินทักษาเรื่อยๆ) หรือจะเรียกว่าความเป็นอยู่ไม่แน่นอน ขึ้นๆลงๆ แต่ไม่ใช่ทางไม่ดี หมายถึงดวงนิราศตนหรือเทวดาเดินหนนั้นเอง เพราะไปอ่านอีกตัว ได้ความหมายเกี่ยวกับการมีลาภผลเงินทอง รายได้ กำไร โชคลาภ และโชคแบบฟลุ๊กๆ มีที่พึ่งพาทางด้านการเงินทรัพย์สิน การเกิดแนวความคิดสติปัญญาและลู่ทางที่ดีในการก่อเกิดลาภผลนั้น ความขยันขันแข็งในหน้าที่การงานนี้เป็นตัวเสริมสร้างทางดีอยู่เป็นทุนของเจ้าชะตาอยู่แล้ว

แต่ปีนี้ท่านชี้จุดเสียทางด้านอารมณ์ หมายความว่ามีอารมณ์ทำฉันก็จะทำ หากไม่มีอารมณ์ทำฉันก็ไม่ทำ นี่อารมณ์อย่างนี้ต้องระมัดระวัง หากเกิดมีให้แก้ไขโดยไวที่สุด เพราะจะชักถ่วงชีวิตอันเร่งรีบในรอบอายุนี้ให้เนิ่นช้า อารมณ์ที่ดี คือ ความกล้าได้กล้าเสี่ยงกล้าลงทุน บทดีจะดีพ้นประมาณ บทเสียไม่เสียยาวนาน เรียกว่าไม่ต่ำลงไปกว่าครึ่งเป็นแท้ ฉะนั้นการจะตัดสินใจทำการใดที่ตรองเห็นเป็นดีแล้ว..ลงมือกระทำได้เลย ปัญหาไม่เท่ากับความสำเร็จที่จะได้รับ ผลแห่งการกระทำนั้นในระยะยาวให้ผลหนักแน่นเนิ่นช้าแต่บริบทในชีวิตจะครบถ้วน รอบด้าน ในขณะที่ผลแห่งการกระทำในระยะสั้นเน้นในเรื่องลาภผลและความสำเร็จตามจิตตั้ง มโน ปัญหาที่ต้องระวังไว้คือ การกระทบกระทั่งกับบุคคลในครอบครัวหรือใกล้ตัว ๑ การเป็นเรื่องเป็นความชั้นโรงชั้นศาล ๑ การติดต่อหรือการเดินทางที่ผิดพลาดเป็นปัญหา ๑ ส่วนปัญหาเรื่องการเงินการทองนี่พอขาดพอพร่องไปมันก็จะมีเข้าเป็นเสมือน เทียนต่อไส้ไฟต่อยอดไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในปีนี้เลยไม่ขอยกเข้าเป็นปัญหาหนักอะไร

ธีรพร  เพชรกำแพง
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๕

11 ธันวาคม 2555

ราหูยกย้าย มีผลอย่างไรต่อคนราศีกันย์ ?


.."ราหูยกย้าย มีผลอย่างไรต่อคนราศีกันย์ ?"...

...การพบกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านบริบทการดำเนินชีวิต กับบุคคล กลุ่มคน สังคมความเป็นอยู่ ในส่วนของการพึ่งพาอาศัยที่ต้องแสวงหาในเชิงต่างตอบแทน , อารมณ์ความรู้สึกขัดแย้งระหว่างวิถีเก่ากับวิถีหนทางใหม่ๆ (อารมณ์ที่ยังยึดอนุรักษ์นิยม แต่มีความเปลี่ยนแปลงที่จะต้องใช้ความพัฒนาใหม่ๆ) ความปรารถนาต้องการสร้างสมในด้านของลาภผล ทรัพย์สินเงินทอง รายได้ ให้มีความมั่นคง สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างราบรื่น , การแสดงออก การสื่อสาร เจรจาพูดคุย อาจมีปัญหาได้กับบุคคลใกล้ตัว วงศาคณาญาติ พี่น้อง ครอบครัว มิตรสหาย การวิวาทะทางด้านความไม่เป็นธรรมทางทรัพย์สินเงินทอง หรือความไม่ชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง
...การจับพลัดจับผลูหรือจับแพะชนแกะแบบได้ผลดี ยังมีความราบรื่นคล่องตัวในการกระทำกิจต่างๆอยู่ แม้บางเรื่องจะพ้นผ่านสำเร็จได้โดยไม่ตั้งใจแต่ก็ยังนับว่าเป็นผลดี การลงทุนก่อเกิดลาภผลรายได้ความสำเร็จในระยะยาว ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้โดยใช้เวลาพอสมควร แต่โอกาสจังหวะมีมาให้เห็นตลอด ขึ้นอยู่ที่ว่าจะจับปลาหลายมือได้เป็นผลสำเร็จหรือไม่ โดยต้องอาศัยเวลาในแต่ละช่วงโอกาสดูความเหมาะสมเรื่อยไปด้วย เพราะโอกาสทางด้านความพลิกผันยังมีอยู่ (การสร้างเหตุปัจจัยไว้มากย่อมได้ผลมากตามที่ตั้งใจ หากไม่หมายลงทุนลงแรงก็จะดีพอรอดตัว)
...โอกาสในด้านของการประกอบกิจชนิดเอาวะเอาวา กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยงกล้ากระทำ จะบังเกิดผลดี โดยเฉพาะเหตุที่ต้องการผลจากความร่วมไม้ร่วมมือสนับสนุนจากบุคคลอื่น ภาวะต่างพึ่งพาอาศัย การเข้าสังคมหมู่พวกที่จะต้องผสมกลมกลืนไปกับคณะ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความมั่นคงตามเป้าหมายของชีวิต หรือการพลิกโผเป้าหมายชีวิตใหม่จากเหตุการณ์ที่พลิกผันกลับตาละปัดไป
...ความรู้สึกเร่งรีบ กุลี้กุลนขวนขวาย กับความรู้สึกนิ่งอยากพักเบาสมองผ่อนคลาย มักมีควบคู่กันไปจึงต้องบริหารจัดการเวลาและอารมณ์ให้ดี มักมีเรื่องราวให้ต้องกระวนกระวายใจเล็กๆน้อยๆอยู่เนืองๆ การขยับขยายเจริญก้าวหน้ายังส่งผลช้า ประกอบกับจะต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะตัวในการขับเคลื่อนให้ตนเองประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องปรับมุมมองโลกทัศน์ใหม่ ใช้แนวคิดใหม่ๆเข้ามาประยุกต์ช่วยให้รอดพ้นอุปสรรค และสร้างความราบรื่นให้เกิดมีจากบทเรียนอุปสรรคนั้น ถึงจะมีปัญหาใดๆ แต่ยังไม่พ้นวิสัยของสติปัญญาที่จะแก้ไขให้เข้าที่เข้าทางได้

..ธีรพร เพชรกำแพง..
๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๕

18 พฤศจิกายน 2555

วิชาเก่าเล่าตำนาน ตอน ตำราต้นไข้



ตำราต้นไข้
ทีนี้จะกล่าวถึงเมืองตักสินลา ข้าจักไหว้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธิเจ้า ตรัสพระธรรมเทศนากับพระอินศวรผู้เปนเจ้าฟ้าแลเจ้าเผ่นดิน ตรัสว่าในโลกานี้เสวยทุกขเวทนา เมื่อพระตถาคตเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วนั้นได้ ๗ วัน จักบังเกิดพระอาทิตย์ขึ้น ๗ ดวง ฝูงสัตว์ทั้งปวงจะร้อนหนักหนา

ครานั้นสมเด็จพระอินศวรผู้เปนเจ้า จึ่งเสด็จลงมาป่าวร้องว่าชาวเราเอ๋ย ไภยจักมาถึงตัวให้เร่งจำศีลภาวนาเถิด จักได้ไปสู่พระนิพพาน ยังอยู่อีก ๗ วัน ไฟบัลัยกัลป์ก็จะไหม้พระสุทธามอดม้วยมรณา ก็จักได้ไปเกิดในพระมหานิพพาน

ไฟบัลลัยกัลป์จักไหม้พระสุทธาก็จักเปนน้ำทะเลหลวง เมื่อจะตั้งพระสุทธานั้นพลันมีดอกบัวผุดขึ้นเท่ากงเกวียน กลีบข้าบูรพาเขียว กลีบข้างอุดรแดง กลีบข้างทักษิณขาว จึ่งเปนหลักโลกทั้งปวง แล้วบังเกิดเปนพระสุทธาใหญ่หลวงมหิมา จึ่งเปนเกาะจึ่งมีพฤกษาจึ่งเกิดเปนข้าวสาลีขึ้นมา หอมฟุ้งขจรขึ้นไปถึงพรหมโลก

ยังมีพระพรหมกลุ่มหนึ่งรัศมีดังพระอาทิตย์เสด็จลงมาถึงพระสุทธา พากันกินนวลดินนั้น บ่ได้รู้ว่าหญิงหรือชาย ยังเหลือยู่คนหนึ่ง ครั้นนานมาเกิดลูกหญิงชายมากมาย จึ่งได้เปนเมืองหลวง ตั้งรั้ววังเรียงรายกว้างใหญ่ออกไปฯ

จักกล่าวถึงท้าวนเรนทร์สูรย์ผู้เปนใหญ่ จึ่งใช้ให้กบิลยักษ์ไปป่าหิมพานต์ ตั้งพิธีหุงยาราชวัตรเบ็ญจา
วันอาทิตย์ หุงเปนเทวดาถือพระขรรค์ฯ
วันจันทร์ หุงให้เปนราชสีห์ฤทธิกล้าฯ
วันอังคาร หุงเปนนาคราชพ่นพิษมนุษย์ฯ
วันพุฒ หุงให้เปนราหูถือกระบองเหล็กเท่าต้นตาลฟันฟาดฯ
วันพฤหัศบดี หุงเปนนาคาทุกข์ฯ
วันศุกร์ หุงเปนเสือโคร่งใหญ่ฯ
วันเสาร์ หุงให้เปนเทวดาเดินหนถือดอกบัวปนขาวเขียวฯ

ครั้นหุงเสร็จแล้ว กบิลยักษ์ใจแกล้วจึ่งเหาะเข้าไปหาท้าวนเรนทร์ศูรย์ผู้เปนนาย เอายามาถวายแล้วจึ่งเล่าอนุสนธิต้นปลายให้ฟัง ท้าวนเรนทร์สูรย์ผู้เปนนายก็ดีใจนัก ว่าครานี้กูจักสมปรารถนา จึ่งใช้ให้ไปเรียกกันมา ครั้นมาถึงกันแล้วจึ่งส่งห่อยาให้บัลลัยกัลปเที่ยวไปทุกชมพู

จึ่งหว่านห่อยาลงทิศอิสาน เปนเทวดาเดินหน เปนไข้สาริบาตกุมภัณฑ์ฯ
หว่านทิศบูรพา เปนพระยานาคเติบใหญ่ เปนไข้เหนือประดุจดั่งผีเข้าให้คลุ้มคลั่งในใจฯ
หว่านอาคเนย์ เปนหลาวเหล็ก เปนไข้เหนือ ตาเหลือง รากสาด กุมภัณฑ์สองจำพวกฯ
หว่านทิศทักษิณ เปนเสือโคร่งใหญ่ เปนไข้เหนือ ๓ วันตายฯ
หว่านทิศปัจจิม เปนราหูใหญ่โต เปนไข้สาริบาตลิง นอนชักกลิ้งไปฯ
หว่านทิศพายัพ เปนราชสีห์กล้าหาญ เปนไข้มะเร็งบ้าหมู ให้บวมทั้งตัวฯ
หว่านทิศอุดร เปนเทวดาถือดอกบัว เปนไข้สาริบาตบ้าคลั่ง ว่านั่นว่านี่ เหมือนผีเข้าอยู่ฯ

จบตำราต้นไข้แต่เพียงนี้

ธีรพร  เพชรกำแพง
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
(คัดจากตำราลายมือพ่อแก่กำไร)

11 พฤศจิกายน 2555

โองการไหว้ครู..(เรียกครูเข้าตัว)



 
โองการไหว้ครู

กัลยาณมิตรอันเป็นที่รัก ในครั้งนี้มีโอกาสได้กล่าวถึงพระคาถาหนึ่งซึ่งครูบาอาจารย์ท่านได้ให้ไว้ นั้นคือ โองการไหว้ครู หรือบ้างก็ว่า โองการเรียกครูเข้าตัว โองการเชิญครู โองการบูชาครู อย่างนี้ โดยท่านมุ่งสร้างกุศโลบายศรัทธาสำคัญแห่งจิตให้มีพละกำลังใจมั่นคง แกล้วกล้าเป็นที่สามารถ ในการประกอบกิจทางอาถรรพเวทย์ใดๆทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการว่าพระมนต์ดลพระคาถา ดูดวงฤกษ์ยามโหรา ลงอักขระสักเสกเลขยันต์ ฯลฯ ต่างๆให้ประสิทธิเป็นที่สำเร็จเป็นอันดี ซึ่งพระคาถาโองการที่ว่านี้ก็มีหลายบทหลายตอนมากรูปแบบ แล้วแต่ท่านจัดแต่งขึ้นไว้อย่างไร แต่วัตถุประสงค์ก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้แล้วนั้นเอง ในที่นี้จะหยิบยกโองการไหว้ครู หรือที่ฉันมักเรียกว่า โองการเรียครูเข้าตัว ในแบบฉบับที่ฉันใช้มาเป็นตัวอย่างพอสังเขป ดังนี้


โองการไหว้ครู(เรียกครูเข้าตัว)
         
พึงว่า นะโม ขึ้นไว้ ๓ จบ แล้วพึงว่าพระคาถาโองการ ดังนี้

โอม สิทธิการ ข้าฯจะไหว้ครูอาจารย์ทั้งปวง ข้าฯจะไหว้ครูผู้เฒ่า บรมครูปู่เจ้าสมิงพราย ครูกูคนหนึ่งชื่อว่าฤๅษีนารอท ครูกูคนหนึ่งชื่อว่าฤๅษียอดฟ้าเธอได้เรียนมาทั่วไตรภพ ครูกูคนหนึ่งชื่อว่าฤๅษีกัสสปเธอได้เรียนมาจบทั่วแดนไตร ครูกูคนหนึ่งชื่อว่าฤๅษีตาไฟ เธอจึงเอาใบไม้เข้ามากวาด ทั้งฝูงผีปีศาจก็แล่นลงใต้สมุทรบาดาล เดชะครูอาจารย์ให้กรรมสิทธิ์แก่กู สวาหะฯ

เมื่อจิตเปี่ยมไปด้วยความแกล้วกล้าฮึกเหิมหาญทะนงที่เรียกว่าเกิดปีติเป็นแม่นมั่นอันดีแล้ว พึงอธิษฐานให้กิจที่เราจะประกอบนั้นบังเกิดความสำเร็จในขณะที่จิตเป็นอุปจารฌานแล้วว่า ขอกิจใดๆสรรพทุกประการจงประสิทธิสำเร็จดังเจตนาเถิด จากนั้นพึงลำดับต่อจากอุปจารฌานจนถึงองค์ฌานที่ตนได้(อัปปนาสมาธิ) จากปฐมฌานจนถึงจตุถฌาน  แล้วลำดับคลายองค์ฌานไล่ถอยหลังมาอยู่ที่อุปจารสมาธิ จากนั้นจึงอธิษฐานในกิจนั้นซ้ำอีกครั้ง ขอกิจใดๆสรรพทุกประการจงประสิทธิสำเร็จดังเจตนาเถิด แล้วจึงประกอบการในกิจที่ตนปรารถนานั้นจักมีความประสบผลสำเร็จในกิจเพราะจิตมีอำนาจฤทธิ์พละกำลังมั่นคงเป็นอันดีควรแก่การที่จะกระทำแล้ว พร้อมด้วยอำนาจทิพยญาณจากครูบาอาจารย์ทีท่านจัดแต่งไว้รวมถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลายแห่งตนได้ร่วมดลผลสรรพสิทธิหนุนนำดีแล้วทุกประการนั้นเอง

ธีรพร  เพชรกำแพง
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

10 พฤศจิกายน 2555

วิชาเก่าเล่าตำนาน ตอน ตำราเถรสามทอง




ตำราเถรสามทอง
กัลยาณมิตรอันเป็นที่รัก พูดถึงตำราเถรสามทองนี้ ทำให้นึกถึงการท่องจำเล่นๆตอนเป็นเด็กสมัยก่อน ว่าเป็นคำคล้องจองเชื่อมโยงกันดี และมีความหมายเชิงพยากรณ์ ที่ท่านใช้ประดุจกาลชะตาทำนายเรื่องดีร้ายในสมัยก่อน ซึ่งคนในสมัยเก่าก่อนนี้เวลาเข้ามาถามหมอดูมีเรื่องร้อนมาไม่กี่ประเด็น คือ ข้าวของคนวัวควายหายจะได้คืนไหม? คนเจ็บคนไข้จะเป็นอย่างไร? คนที่อยู่ทางไกลเป็นตายร้ายดีอย่างไร? ก็ถามอยู่ในวงแคบๆแต่ก็ด้วยความรุ่มร้อนอยากทราบเป็นทุนจึงมาหา ท่านก็เอา ตำราเถรสามทอง นี้เองขึ้นมาตอบ โดยพิจารณาจากดิถีชาวบ้านตามปฏิทิน(สมัยก่อนว่าปักกะทิน) ว่าวันนี้จะขึ้นแรมอย่างไรก็ช่าง ดูว่ากี่ค่ำ ตกคำพยากรณ์ตัวไหน ท่านก็ตอบตามฝอยพยากรณ์ ชนิดถามมาตอบไปกะทัดรัดชัดเจนในใจความไม่ต้องถามต่อ ถามต่อทั้งคนถามคนตอบนิวรณ์มันจะครอบงำให้วิจิกิจฉา คือลังเลสงสัย ทีนี้ความแม่นยำก็จะไม่บังเกิด อย่าเตลิด..ถามมาตอบไป ไม่ต่อไต่ ถ้าเขาเป็นฝ่ายต่อไต่เราก็เงียบเอาเชิงเสียไว้แค่นั้น สมัยเป็นเด็กวิ่งเล่นไปก็ท่องไปด้วย..สนุกปากดี สักสามวันโดนดุโดนตี บอกไม่ใช่ของเล่น ไว้ท่องตอนไหว้พระ ท่านว่าอย่างนั้น ฉันหรือก็มาคิดว่า สามวันแรกที่ไม่ดุไม่ตีตอนเราเล่นด้วยท่องด้วย นี่คงประสงค์ให้เราจำได้คล่องท่องขึ้นใจ จากนั้นแล้วที่ตีนี่คือไม่ต้องการให้เห็นวิชาเป็นของเล่นไป ก็ปฏิบัติตามท่าน โดยบทท่องคล้องจองที่ว่านั้นเป็นดังนี้

กระทุงนา กระทาโยง โพรงนกกระสา กระต่ายเล่นเท้า กระเป๋าหล่นผลุง ตะกะนุงตะกะนัง กระตรากระตรำ พระยาคำ หวายน้ำลอยมา นกกระทาตีปลัก ยักหัวสูงคันนา ศาลาคนชุม จมดุมจมคำ ศาลาคร่าคร่ำ ยักขะมำป่าไป
          จากนั้นพอจำหัวจำหลักได้ก็จะนึกถึงคำพยากรณ์ได้ โดยคำพยากรณ์มีฝอยอยู่อย่างนี้

สิทธิการิยะ บัดนี้จะกล่าวถึงยาม เถรสามทอง เดือนขึ้นเดือนแรมท่านทายเหมือนกันแลฯ
ค่ำ ๑ กระทุงนา บอกข่าวตายอย่าฟัง ข่าวไข้ว่าหามิได้ ถ้าของหายทายว่ามิได้เลยฯ
๒ ค่ำ กระทาโยง บอกข่าวไข้แลตายอย่าฟัง ถ้าแลว่าของหายทายว่ามิได้เลยฯ
๓ ค่ำ โพรงนกกระสา บอกข่าวตายว่าจริง ถ้าไข้ว่าหนัก ถ้าของหายว่าได้ ของนั้นอยู่รูโพรงไม้ฯ
๔ ค่ำ กระต่ายเล่นเท้า บอกข่าวตายว่าจริง ถ้าไข้ว่าหนัก ถ้าของหายว่าได้มิได้เท่ากันแลฯ
๕ ค่ำ กระเป๋าหล่นผลุง บอกข่าวตายว่าจริง ถ้าไข้ว่าหนัก ถ้าของหายว่าจักได้ฯ
๖ ค่ำ ตะกะนุงตะกะนัง บอกข่าวตายว่ามิตาย ถ้าเจ็บไข้ว่าหนัก ถ้าของหายว่าจักได้แลฯ
๗ ค่ำ กระตรากระตรำ บอกข่าวว่าตายลำบาก ถ้าไข้ว่าหาย ถ้าของหายว่าอยู่ รีบนำหา ได้มิได้เท่ากันแลฯ
๘ ค่ำ พระยาคำ ถ้าข่าวไข้ข่าวตาย ว่าหามิได้ ถ้าของหายว่าจะได้ของแลฯ
๙ ค่ำ หวายน้ำลอยมา บอกข่าวตายว่ามิตาย ถ้าไข้ประดักประเดิด ถ้าของหายจะได้ง่ายแลฯ
๑๐ ค่ำ นกกระทาตีปลัก ข่าวตายว่าตายมิตายเท่ากัน ถ้าของหายว่ามิได้แลฯ
๑๑ ค่ำ ยักหัวสูงคันนา ถ้าข่าวตายว่ามิตายแต่ลำบาก ไข้ว่าหาไม่ ถ้าของหายว่าจักได้ จะมีที่อยู่แลฯ
๑๒ ค่ำ ศาลาคนชุม บอกข่าวตายแลว่าไข้ว่ามิได้  ถ้าของหายว่าจะได้แลฯ
๑๓ ค่ำ จมดุมจมกำ บอกข่าวตายว่าตาย ถ้าไข้หนักถ้าของหาย ว่าค้นว่ามิได้เลยแลฯ
๑๔ ค่ำ ศาลาคร่าคร่ำ ข่าวตายจริง ไข้ว่าไข้หนัก ถ้าของหายว่าจะได้ทั้งยากแลฯ
๑๕ ค่ำ ยักขะมำป่าไป บอกข่าวตายว่าจริง ถ้าไข้หนักถ้าของหายว่ามิได้เลยฯ

          อย่างนี้ท่านก็ย้ำไว้เสมอ เข้าไต้เข้าไฟท่านว่าใช้ดี ประเสริฐนัก วิชาดีอยู่ที่คนใช้เป็น แต่ถ้านำมาใช้เล่น(คำว่าใช้เล่นนี่คือใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์)วิชาก็ย่อมไม่เป็นผล ท่านจึงสอนให้เคารพในวิชานัก คำว่า สิทธิการิยะ ศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ด้วยเหตุอย่างนี้ มิใช่หาความหมายมิได้ดังที่คนยุคใหม่เขาปรามาสกัน

ธีรพร  เพชรกำแพง
๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕
(คัดวิชาจากตำราลายมือพ่อทวด)

ทักษาพยากรณ์วารกำเนิด ตอน คนที่เกิดวันเสาร์



7.คนที่เกิดวันเสาร์

สำนวนเดิมท่านว่า
พระ ๗ เป็นบริวาร มีลูกเมียข้าคนมักสอนยาก ศัตรูใจร้าย
พระ ๕ เป็นอายุ มีอายุยืนกว่าญาติพี่น้อง จะมีทรัพย์สมบัติมาก
พระ ๘ เป็นเดช มีเดชดั่งพระยาครุฑ
พระ ๖ เป็นศรี จะมีทรัพย์สมบัติปัญญาดีคสามรู้มาก
พระ ๑ เป็นมูละ จะมีรูปงาม สีเนื้อดำแดง เป็นที่ชอบใจคนทั้งหลาย
พระ ๒ เป็นอุตสาหะ จะมีความรู้ ทำการอันใดมักนาน ชอบใจคนทั้งหลาย
พระ ๓ เป็นมนตรี มีข้าไทสั่งสอนยาก มักเป็นศัตรู
พระ ๔ เป็นกาลี มักจ่ายทรัพย์ ทรัพย์นั้นเป็นศัตรูแล

สำนวนการตีความของ ธีรพร  เพชรกำแพง
พระ ๗ เป็นบริวาร การตระหนักรู้ถึงภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของตนและบุคคลใกล้ตัว สมถะ เก็บอารมณ์
พระ ๕ เป็นอายุ การดำเนินชีวิตตามรูปแบบที่ถูกที่ควร มุ่งมั่นการกระทำตามเหตุผล  พัฒนาตนเองเสมอ
พระ ๘ เป็นเดช มีประสบการณ์ในการกระทำที่มีความคล่องตัวทุกสภาวะ แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี มุ่งมั่นอะไรเป็นพักๆ
พระ ๖ เป็นศรี ผลจากทักษะความคล่องตัวทำให้เกิดความสำเร็จอย่างราบรื่น เป็นจุดเด่นที่สนใจ ได้รับผลประโยชน์ต่อเนื่อง
พระ ๑ เป็นมูละ การสร้างความพร้อมในองค์ประกอบพื้นฐานของชีวิต ทะเยอทะยานและกระตือรือร้นในการแสวงหา
พระ ๒ เป็นอุตสาหะ รู้หน้าที่ความรับผิดชอบและพยายามกระทำด้วยความรอบคอบเป็นอย่างดี มีความรู้สึกผูกพันกับการงานที่ทำ ไม่วางธุระ
พระ ๓ เป็นมนตรี การได้รับความสนับสนุนเพราะความสามารถในเชิงกล้ากระทำ ขยันขันแข็ง เอาจริงเอาจัง มักได้รับโอกาส
พระ ๔ เป็นกาลี กักขฬะ หยาบคาย เจ้าเล่ห์เจ้ากล มารยา โกหกหลอกลวง ไม่มีสาระ เป็นเรื่องเป็นความเพราะปาก ประสาทเสีย (เสียบริบทพื้นฐานทางด้านสื่อสารแสดงออก)

หมายเหตุ : การพิจารณาสำนวนนี้วิเคราะห์จากเค้าโครงสร้างทางทักษาวิชาเดิม คือ ความหมายทาง ดาว ธาตุ เรือนทักษา ประยุกต์ให้เข้าระบบมัชฌิมาพยากรณ์ตามแบบฉบับสายวิชาของผู้เขียน


ธีรพร  เพชรกำแพง
พฤศจิกายน ๒๕๕๕


ทักษาพยากรณ์วารกำเนิด ตอน คนที่เกิดวันศุกร์



6.คนที่เกิดวันศุกร์

สำนวนเดิมท่านว่า
พระ ๖ เป็นบริวาร มีลูกเมียข้าไทดี
พระ ๑ เป็นอายุ มีอายุยืน บางตำราว่ามักเกิดโรค
พระ ๒ เป็นเดช ว่ามีเดชดั่งพญาคชสาร
พระ ๓ เป็นศรี ทรัพย์มากแต่มักจ่ายเสียหาย
พระ ๔ เป็นมูละ รูปงาม
พระ ๗ เป็นอุตสาหะ ทำอันใดมักสลาย บางตำราบ้างร้างไว้เพราะปัญหา
พระ ๕ เป็นมนตรี ลูกกเมียข้าไทดี จะได้เป็นผู้ใหญ่
พระ ๘ เป็นกาลี อาภัพญาติพี่น้องมิตรสหายย่อมเป็นศัตรูแล

สำนวนการตีความของ ธีรพร  เพชรกำแพง
พระ ๖ เป็นบริวาร การใช้ความสัมผัสความคิดนึกรู้ของตนเองและคนอื่นเพื่อนำไปประเมินในการตัดสินใจเรื่องราว
พระ ๑ เป็นอายุ การดำเนินชีวิตตามรูปแบบส่วนตัวที่ต้องมีความพร้อมอยู่ตลอด ใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน
พระ ๒ เป็นเดช มุ่งธรรมชาติแห่งอารมณ์ความปรารถนาที่มั่นคงลงมือกระทำอย่างต่อเนื่อง
พระ ๓ เป็นศรี การได้รับผลแห่งการกระทำอย่างคุ้มค่า(ทำมากได้มาก) หาสิ่งใหม่เพื่อกระทำใหสำเร็จอีก
พระ ๔ เป็นมูละ ธรรมชาติพื้นฐานในการพลิกแพลงประยุกต์สร้างสรรค์ปัจจัยพื้นฐาน และพอใจในพื้นฐานของชีวิตที่เป็นอยู่ ไม่ยึดติดจนเกินไปนัก
พระ ๗ เป็นอุตสาหะ การมุ่งกระทำด้วยเป้าหมายที่ใหญ่และยาวไกล โดยการลำดับแผนการทำงานที่จะทำให้ได้ผลเป็นช่วงเวลาต่อยอดจนสู่ความสำเร็จ อดทนเอาการเอางาน รับผิดชอบ จริงจัง ผลงานมีประสิทธิภาพ
พระ ๕ เป็นมนตรี การได้รับความสนับสนุนเพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเชิงเหตุผลและการหยั่งเหตุการณ์ เป็นผู้มีหัวในการพัฒนาก้าวหน้ามองการณ์ไกล
พระ ๘ เป็นกาลี หลงกระแสโลกกระแสสังคม ลุ่มหลงมัวเมา ตกอยู่ในโมหะจริต วู่วาม บุ่มบ่าม ขาดความยั้งคิด เจ้าเล่ห์ ฉลาดแกมโกง กระล่อน โกหกหลอกลวงเอาตัวรอดไปวันๆ ขาดความน่าเชื่อถือ สร้างความเดือดร้อนให้หมู่คณะและสังคม (เสียบริบทพื้นฐานทางด้านสัมพันธภาพ)

หมายเหตุ : การพิจารณาสำนวนนี้วิเคราะห์จากเค้าโครงสร้างทางทักษาวิชาเดิม คือ ความหมายทาง ดาว ธาตุ เรือนทักษา ประยุกต์ให้เข้าระบบมัชฌิมาพยากรณ์ตามแบบฉบับสายวิชาของผู้เขียน


ธีรพร  เพชรกำแพง
พฤศจิกายน ๒๕๕๕