11 มกราคม 2557

บ่นความโหราศาสตร์ ตอน รำพึงรำพัน...รอบตัวทั่วดวง

ความชำนาญในการดูดวงจากประสบการณ์นั้น หากจะเปรียบไปก็คงเหมือนกับหนังหรือละครที่เราดู เมื่อดูครั้งแรกเรายังไม่เคยทราบเนื้อความเนื้อเรื่องมาก่อนเลย ก็ย่อมที่จะไม่รู้อะไรนอกจากติดตามดูไปเรื่อยๆ พอผ่านไปสักสี่ซ้าห้าปีหนังละครเรื่องนั้นถูกกลับมาทำใหม่ฉายอีก เพียงแต่เปลี่ยนดาราตัวละครหรือเนื้อเรื่องให้เข้ากับยุคสมัยบ้าง ก็เมื่อนั้นเราจะรู้เนื้อเรื่องเนื้อความของหนังละครเป็นไปอย่างไรได้อย่างดี ประหนึ่งว่าเข้าไปนั่งเป็นผู้กำกับฉะนั้น
การพยากรณ์ดวงชะตาก็เป็นอย่างนั้น การฉายภาพดวงซ้ำๆกัน ทำให้เรามองเห็นแง่มุมความเป็นไปในดวงชะตาได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน "ภาพซ้ำ" นี้เองที่เป็นตัวจับคำพยากรณ์จำเพาะเรื่องออกมาจากดวงชะตาหลัก เป็นการตีความหมายคำพยากรณ์จากกว้างลงไปแคบ คือ เฉพาะเจาะจงเป็นเรื่องๆไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

ดังเราจะเห็นครูบาอาจารย์สมัยก่อน ท่านมองเห็นกิริยาบุคคลพอจับดวงขึ้นมาแล้วพยากรณ์ไปตามประสบการณ์ของท่าน ก็ปรากฏว่าเป็นไปตามนั้นจริง พอแขกกลับ ศิษย์ทั้งหลายถามท่าน ท่านตอบ "เอ้อ ดวงมันเหมือนลูกชายคนเล็กข้าว่ะ" d

18 พฤศจิกายน 2556

ไขประเด็น..เห็นสาระ ตอน ไม่อยากได้ขัน แค่เคารพ

ไขประเด็น..เห็นสาระ ตอน ไม่อยากได้ขัน แค่เคารพ

คำถาม : “รับขันมาแล้วจำเป็นไหมจะต้องไปเสริม ตอนนี้ไม่อยากจะได้ขัน เพราะเราบูชาและปฏิบัติไม่ได้ ทำให้เราไม่สบายจิตใจเราคิดมาก ก็เลยอยากจะเคารพนับถือท่านด้วยใจไม่ใช่ขัน

คำตอบ :
        หากมิได้มีความประสงค์ที่จะรับขันธ์นั้น ครูอาจารย์ย่อมไม่สามารถประสิทธิ์ขันธ์ให้ได้ตั้งแต่แรก เพราะคนที่จะรับขาดความพร้อมในการยอมรับนับถือที่จะเอาขันธ์นั้นมาเป็นที่ตั้งแห่งการยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นสัจจะข้อศรัทธาปฏิบัติต่างๆในการดำรงขันธ์
        อย่างกรณีนี้ขันธ์ที่รับมาย่อมถือว่าเป็นโมฆียขันธ์ไปโดยปริยาย คือมีไว้เฉยๆ แล้วเจ้าตัวปฏิบัติไม่ได้ ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ทีนี้ตัววิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัยทั้งในตัวเองและองค์ท่านก็จะมีมากขึ้น ไม่สบายใจ เป็นทุกข์กังวล การรับขันธ์นั้นมีขั้นตอนก่อนรับ เพื่อเป็นการย้ำแก่ผู้รับว่าสามารถรับไปและครองขันธ์นั้นได้ ต้องยอมรับโดยดุษฎีทั้งกาย วาจา ใจ หากไม่เป็นเช่นนั้น ครูบาอาจารย์จะไม่สามารถประสิทธิ์ขันธ์ให้ได้เลย
        ส่วนการเสริมขันธ์เป็นขันธ์ในระดับที่สูงขึ้นนั้น ความจริงไม่ต้องก็ได้ เป็นการเพิ่มภาระในการปฏิบัติมากขึ้น แล้วยิ่งเจ้าตัวยังมีกิจกังวลอื่นที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ แทนที่จะเป็นคุณจะกลับเป็นโทษในภายหลังได้ ส่วนการแสดงกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อครูบาอาจารย์นั้น เป็นสิ่งสมควร จะเป็นงานไหว้ครูประจำปี หรือโอกาสวาระต่างๆ ก็หาเวลาที่จะได้เข้าหาครูบาอาจารย์บ้าง เผื่อมีข้อแนะนำใดๆท่านก็จะได้ชี้แนะ ให้เราดำรงขันธ์ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร
        แนะนำให้ปรึกษาครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิ์ขันธ์ให้ท่านเป็นดีที่สุด เพื่อหาทางออกที่ถูกต้อง ไม่เป็นการ "ผิดครู" แก้ไขได้อย่างเหมาะสม ตามสมควรแก่สติกำลังที่เราจะยอมรับนับถือหรือปฏิบัติได้ ไปหาคนอื่นก็จะกลายเป็นมากหมอมากความไป แก้มันที่จุดเดิมนั้นแหละ ผู้ประสิทธิ์ขันธ์มาให้ย่อมต้องรู้ผูกรู้แก้ แต่ถ้าไม่รู้แสดงว่าไม่มีภูมิรู้ภูมิธรรมเพียงพอที่จะประสิทธิ์ขันธ์รับศิษย์ได้ ถ้าเป็นอย่างหลังนี้ก็ถือว่าแย่กันทั้งสองฝ่าย กอดคอกันจมน้ำไป
(        ที่ชาวบ้านเขาครหานินทาว่ารับขันธ์มาแล้ว วิตกจริต เป็นบ้าเป็นบอ ทำอะไรก็แย่ลง ครอบครัวไม่สงบสุข ฯ ก็เพราะเหตุอย่างกรณีนี้รวมอยู่ด้วย ความจริงผู้ประสิทธิ์ขันธ์ต้องมีญานหยั่งรู้เป็นทุนเดิมอยู่ก่อน ว่าเขารับได้หรือไม่ได้ มิใช่ว่าสักแต่จะยัดเยียดขันธ์ ที่แม้แต่ความหมายความเป็นมาของคำว่า "ขันธ์","การครองขันธ์",การดำรงขันธ์"ก็ยังไม่ทราบเลย แสดงว่าภูมิไม่ถึงบอกกล่าวไม่ได้ แล้วเขาจะนำอะไรไปปฏิบัติ พอชาวบ้านถามเข้าว่าขันธ์คืออะไร เอามาทำอะไร รับแล้วรวยขึ้นไหม ทำไมต้องรับ ฯลฯ เรียกว่าจนมุมจนแต้มที่จะตอบแล้ว อย่างนี้ถือว่าเป็น "โมฆียขันธ์") d

(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ธีรพร  เพชรกำแพง

ไขประเด็น..เห็นสาระ

ไขประเด็น..เห็นสาระ ตอน องค์ไม่ลง..มือสั่น

ไขประเด็น..เห็นสาระ ตอน องค์ไม่ลง..มือสั่น

คำถาม : “ตอนเรารับขัน องค์เราไม่ลง เพราะองค์ไม่เคยลงมา แต่รู้สึกว่ามือสั่นๆ จะเป็นอะไรไหมครับ

คำตอบ :
        การรับขันธ์นั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ ๑.ภาคบุญฤทธิ์ เพื่อปกป้องรักษาคุ้มครอง ๒.ภาคอิทธิฤทธิ์หรือภาคลงทรง เป็นการลงประทับทรงเพื่อสงเคราะห์ผู้คน นี่เป็นกิจประสงค์ขององค์ท่านผ่านบุคคลผู้เคยมีบุญสัมพันธ์กันมาก่อน เพื่อร่วมสร้างกุศลต่อในชาตินี้
        กรณีจากประเด็นคำถามนี้ ตอนรับขันธ์องค์ไม่เคยลงประทับ แต่มือสั่น ..เป็นการแสดงด้วยอำนาจฤทธิ์ขององค์ท่านให้เรารับรู้ได้ว่า องค์ท่านมีอยู่จริงเป็นการตัดวิจิกิจฉาคือข้อลังเลสงสัยความคลางแคลงใจในขั้นตอนการรับขันธ์(หรือตอนที่ท่านต้องการสื่อให้เราทราบ) เพราะการรับขันธ์นั้นจะต้องยอมรับอย่างเต็มใจ(เรียกว่ายอมรับทั้งกาย วาจา ใจ โดยดุษฎี) และยอมรับว่าท่านมีอยู่จริง
        อาการอย่างนี้บางคนก็หาว กายสั่น ตัวสั่น มือสั่น ใจสั่น หน้ากระตุก คิ้วกระตุก มือไม้สั่น หน้าแดง ยิ้มปีติ หัวเราะ น้ำตาไหล ร้องไห้ เรอคล้ายอาเจียน สะอึก บางคนก็เฉยๆแต่เขาสัมผัสได้ ฯ คือท่านทำฤทธิ์ให้เห็นและยอมรับนับถือท่านว่ามีอยู่จริง เหตุแต่องค์ไม่ลงประทับแสดงว่าเป็นภาคบุญฤทธิ์ ท่านมาเพื่อปกปักรักษาคุ้มครองป้องกัน ชักนำโน้มดลใจให้ทำกุศลกรรม ตามบุญสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันมา
        แต่อาการอย่างเดียวกันนี้ หากองค์ท่านทำฤทธิ์ถึงระดับหนึ่งจน ร่างกลางถึงภาวะที่เรียกว่า จิตพร่องนั้นแหละ จะเกิดการลงประทับขององค์ท่านขึ้นมา เรียกว่าภาคอิทธิฤทธิ์หรือที่เรามักเรียกกันว่า ภาคลงทรงซึ่งในภาคนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก ไว้โอกาสต่อไปจะได้อธิบายบอกเล่าเก้าสิบสู่กันฟังในภายหลัง d

(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

ธีรพร  เพชรกำแพง
ไขประเด็น..เห็นสาระ



วิชาเก่าเล่าตำนาน ตอน พิธีกรรมอาบน้ำเพ็ญ

        พอดีมีท่านที่เปิดประเด็นในเรื่องวันเพ็ญเดือนสิบสอง ความว่า
        ถ้าผิดไปชำระกรรมกันนะ แสงจันทร์วันนี้จะชำระผ่อนหนักเป็นเบา       
        ด้วยตัวฉันเองก็ด้อยความรู้หรือจะขาดตกบกพร่องในเรื่องเหล่านี้ไป ว่า แสงจันทร์ชำระกรรม ได้อย่างไร? ท่านที่เปิดประเด็นก็มิได้เมตตาอธิบายขยายความให้ จึงขอพับไปไว้คิดต่อเมื่อมีโอกาส

        พอกล่าวถึงเรื่องนี้ ฉุกคิด ได้ถึงปูมปัญญาพิธีกรรมของบรรพชนไทยโบราณของเรา ที่ทราบความเป็นไปของวิถีธรรมชาติ ด้วยการสังเกต และนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้อย่างดี เรียกว่าโบราณท่านก็มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพียงแต่คนสมัยนี้เห็นว่าคร่ำครึของเก่า เลยมองเป็นไสยศาสตร์ไปแต่ถ่ายเดียว
        พิธีกรรมที่กล่าวถึงนี้ก็คือ พิธีอาบน้ำเพ็ญ หรือจะเรียกให้ง่ายตามประสา คือ การอาบน้ำมนต์ในคืนวันเพ็ญ(พระจันทร์เต็มดวง) ซึ่งเชื่อว่าเป็นพิธีที่ช่วยเสริมบารมี สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา เพิ่มพลังวาสนา ชะตาชีวิตให้ดีขึ้น
        ดูเหมือนเป็นความเชื่อในสมัยนี้ แต่โบราณท่านกลับรู้จริงอย่างน่าอัศจรรย์ใจนัก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการดำเนินพลังงานธาตุในจักรวาลบรรจุเข้ามาสู่โลก ๓ ส่วนด้วยกัน คือ ดวงอาทิตย์เป็นต้นกำเนิดกระแสพลังงานแห่งจักรวาลส่งอิทธิพลไปทั่ว รวมถึงโลกเราก็ได้รับกระแสพลังงานที่ว่านี้ด้วย โดยผ่านดวงจันทร์เป็นตัวกรองกระแสบ่งบอกถึงการรับกระแสพลังงานนั้น แล้วกระแสพลังงานที่ว่านี้ก็เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งในโลกทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต โดยเฉพาะกับมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายกันเลยทีเดียว อย่างเช่น น้ำขึ้นน้ำลง การเกิดเป็นชีวิตของพืช(พลังงานบ่มเพาะ) การเจริญไปของธาตุอ่อนแข็งในตัวคน(หยินหยาง) ฯลฯ เป็นต้น
        พิธีกรรมอาบน้ำเพ็ญ เป็นการสังเคราะห์พลังภายนอกเข้าสู่ร่างกายและจิตใจของคน มีจิตตานุภาพจนเป็นชีวกำลังอานิสงส์อย่างที่เกริ่นกล่าวไว้ฉันใด ก็เหมือนกับทางวิทยาศาสตร์บอกว่ารับแสงแดดอ่อนตอนเช้าร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีบำรุงกระดูกฉันนั้น โดยต้องรวมกัน ๓ อย่าง คือ พิธีกรรม + ธรรมชาติ + คน(ร่างกายและจิตใจ)
        เรื่องนี้มิได้กล่าวอย่างเลื่อนลอยไร้เหตุผล แต่ที่มาที่ไปปรากฏมีอยู่ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เดิมนั้นจะจัดพิธีกรรมนี้ในวันเพ็ญเดือน ๓ ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา ต่อมาจัดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ที่เห็นจะมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว คือ พิธีอาบน้ำเพ็ญของสายวัดสุทัศน์ ของสมเด็จพระสังฆราชแพ ติสฺสเทโว พิธีของท่านจะให้อาบกลางแจ้ง โดยรอฤกษ์ที่พระจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางศีรษะ ในช่วงเวลานั้นจะพบว่าเงาของพระจันทร์ลอยอยู่กลางขันน้ำมนต์พอดี เพราะทุกครั้งที่พระจันทร์เต็มดวง แรงพลังอำนาจจากพระจันทร์จะทำให้น้ำในโลกถูกยกตัวสูงขึ้นกว่าธรรมดาทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแปลกตามธรรมชาติ
        บางสำนักจะจัดให้มีพิธีสะเดาะเคราะห์สืบชะตา อธิษฐานบารมีจิตร่วมด้วย บางที่ท่านจะคำนวณเวลาเพ็ญจริงของดวงจันทร์ คือช่วงเวลาดวงอาทิตย์ตกและดวงจันทร์ขึ้น(ทางโหราศาสตร์เรียกว่าการเล็งกันหรือทำมุม ๑๘๐ องศา) เป็นองค์ฤกษ์ประกอบพิธีประสิทธิ์น้ำ และใช้องค์ฤกษ์เวลาดวงจันทร์ตรงศีรษะเป็นพิธีกรรมการอาบน้ำเพ็ญ
        สำหรับฉันถือว่า วันเพ็ญ เดือน ๑๒ นี้ เป็นวันที่ดวงจันทร์สังเคราะห์กระแสธาตุจากดวงอาทิตย์เข้าสู่โลกอย่างเต็มที่ สังเกตจากดวงจันทร์จะใหญ่มาก ตามสายวิชาของฉันจะประสิทธิ์น้ำพระพุทธมนต์อิงซึมซาบกระแสโลกธาตุ(ที่สังเคราะห์แล้วจาก อาทิตย์ จันทร์ และโลก)ในคืนนี้ โดยใช้ขันน้ำมนต์โลหะทรงบาตร ยิ่งได้ขันนวโลหะยิ่งดี หรือจะเป็นขันเงิน ขันทองเหลือง ขันนาก แต่ถ้าเป็นขันทองแดงให้ใช้รดน้ำมนต์เพื่อป้องกันอย่างเดียว(ห้ามดื่มกิน) เพราะโลหะแต่ละชนิดมีธาตุพิเศษอยู่ในตัว อย่างธาตุทองนี่รักษา ทองเหลืองส่งเสริม ทองแดงป้องกัน เป็นต้น พอได้องค์ฤกษ์ก็ประกอบขั้นตอนประสิทธิ์น้าพระพุทธมนต์ อาราธนาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เทพยุดา เหล่าพรหมเจ้า แลด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกประการ อัญเชิญบารมีท่านมาประสิทธิ์ประสาทเป็นน้ำพระพุทธมนต์ไว้สงเคราะห์ชนทั้งหลาย(อย่าลืมหัวใจสำคัญของการทำน้ำมนต์ ๔ บทหลักต้องท่องบรรจุไว้ด้วย) เป็นพิธีกรรมที่สำคัญสำหรับฉันอย่างหนึ่งที่ทำเพียงปีละครั้งเท่านั้น.

ธีรพร  เพชรกำแพง
๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
ที่มาของการเขียนบทความ : จากกลุ่มสมาคม ร่างทรงแห่งสยามประเทศ(facebook) เห็นโพสต์อะไรแปลกๆ แล้วอยากให้ความจริงละอัตตา(ปราบพยศ)บ้าง

6 พฤศจิกายน 2556

บ่นความโหราศาสตร์ ตอน รำพึงรำพัน...คิดถึงทักษา

หาเวลามาบ่นพึมๆพำๆ

...ทักษาและมหาทักษานั้น ความจริงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใส่ใจในการที่จะศึกษา เพื่อให้จำ ตรึก ตรอง และคิดประสมคำพยากรณ์ออกมาชัดเจนและตรงประเด็นจากโครงสร้างดวงชะตา

...แต่ผู้ศึกษาประเดี๋ยวนี้กลับมองว่าหยาบไม่ลึกซึ้งเพียงพอ ซ้ำยังมีกฏเกณฑข้อแก้ข้อห้ามข้อยกเว้นอะไรต่างๆอีกมากมาย ซึ่งความจริงเรื่องเกร็ดเกณฑ์ทักษานั้น ครูบาอาจารย์ในชั้นหลังท่านใช้แล้วดีจึงมีมติไว้ใช้ต่อกันมา

...ทักษาว่าด้วยกระแสธรณีธาตุล้วน ที่มีตั้งมาอยู่ก่อน โบราณรู้เหตุสังเกตอาการความเป็นไปไว้ จึงแยกพฤติการต่างๆไว้โดยมีตัวแทนคือดาว แล้ว/หรือรวมเข้าจากความเป็นไปของพิภพนี้แต่ละด้านเข้าไว้โดนมีสิ่งบ่งบอกตัวแทนก็คือดาวนั้นอีก กระแสแห่งทักษาจึงเป็นสองอย่างที่เคยกล่าวไว้ครับ

ธีรพร  เพชรกำแพง
๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

7 ตุลาคม 2556

บ่นความโหราศาสตร์ ตอน รำพึงรำพัน...เก็บเล็กๆเล่าขาน

โหราศาสตร์ไทย เป็นการศึกษาประเภทเรียนรู้บ่มเพาะหลักวิชา ความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์ ซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนในการเรียนรู้และนำไปใช้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาในระดับพื้นฐานให้ได้ทราบความเป็นมา ที่มาที่ไป สิ่งใดมีอยู่ไว้เพื่ออะไร ฯ จากนั้นก้าวขึ้นสู่ระบบทางโหราศาสตร์ไทยว่ามีการบัญญัติข้อพิจารณาปัจจัยโครงสร้างว่าใช้อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ตามหลักวิถีวงจรธรรมชาติ ตรงนี้มีระบบหลายอย่างที่สร้างขึ้นต่อเนื่องจากการศึกษาในชั้นพื้นฐาน และระบบที่สร้างใหม่ด้วยความเข้าใจในขั้นระบบนั้นแล้ว เมื่อมีความคล่องตัวในการใช้โหราศาสตร์ไทยมากขึ้นจนถึงขั้นประยุกต์ ในชั้นนี้สามารถที่จะโยกเอาหลักการวิธีในการพยากรณ์มาสอบทวนหาเหตุผลทางการพยากรณ์ เป็นส่วนที่อาศัยประสบการณ์ในสองขั้นที่แล้วและการผ่านการพิจารณาดวงชะตามาพอสมควร จนรู้ว่าดวงชะตาใดควรวิเคราะห์พิจารณาในลักษณะใด โดยไม่หลุดไปจากความเป็นเหตุเป็นผลที่อยู่ในขั้นตอน ๓ ขั้นทางโหราศาสตร์ไทย
นักโหราศาสตร์ไทยรุ่นเก่ามักจะต้องปรับความรู้ความเห็นทัศนคติของผู้เป็นศิษย์อยู่เนืองๆ เพื่อไม่ให้หลุดไปจากกรอบความคิดทางโหราศาสตร์ไทย เพราะเหตุที่ว่าในการศึกษานั้นขั้นตอนทั้ง ๓ ขั้นนั้นย่อมเห็นอยู่ลางๆเป็นสิ่งล่อใจให้นักศึกษาเกิดความวิปลาส(ความเข้าใจคลาดเคลื่อน)และยึดเป็นอุปาทาน(ความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้)ขึ้นมา ท่านจึงต้องชำระความเข้าใจให้ศิษย์ได้เห็นความเป็นไปของทิศทางเอกลักษณ์โหราศาสตร์ไทยอยู่เสมอ โดยสิ่งที่ท่านนำมาปรับเจตคติให้ศิษย์เห็นความเป็นเหตุเป็นผลอยู่ตลอดนั้นก็คือ โครงสร้างดวงชะตา เป็นการแสดงภูมิบำหราบจิตที่ทะเยอทะยานเกินความพอดีหรือรีบเร่งที่จะเจนจบทางหลักวิชา การแสดงเหตุผลทางโครงสร้างดวงชะตานั้น ทำให้ผู้ศึกษาเมื่อเห็นทราบเข้าใจตามที่ท่านชี้แนะแล้ว ย่อมไม่ยึดติดหรือหลงไปกับสิ่งประดับในทางปลีกย่อย เช่น มาตรฐานดาว รูปตัวอย่างดวงชะตา ไม้เด็ดเคล็ดลับต่างๆเป็นต้น เพราะเหตุที่เห็นโครงสร้างดวงชะตาอันเป็นของจริง ข้อวิเคราะห์พิจารณาย่อมชัดเจนเป็นเหตุเป็นผลต่อกันในทุกแง่มุม เมื่อชำนาญแล้วจะหยิบจับเรื่องใดเข้ามาสวมเสริมพิจารณาด้วยก็มิใช่เรื่องยากอันใด ซ้ำจะเป็นการรู้ด้วยว่าสิ่งใดใช้ร่วมกันได้หรือสิ่งใดเข้ากันไม่ได้ เป็นการง่ายในการหาข้อยุติทางหลักวิชาเพื่อให้สอดคล้องต้องกันอย่างเหมาะสมกับการพยากรณ์นั้นเอง

ธีรพร  เพชรกำแพง

๘ ตุลาคม ๒๕๕๖

5 ตุลาคม 2556

บ่นความโหราศาสตร์ ตอน รำพึงรำพัน...ว่าไปเรื่อย

...ในส่วนของโหราศาสตร์ไทยนั้นมิได้เป็นเรื่องเร้นลับแต่ประการ ใด มีการศึกษาพัฒนาถ่ายทอดต่อเนื่องอยู่เป็นระยะ พระเคราะห์ ฉายาเคราะห์ จุดชะตาสำคัญ และโครงสร้างดวงชะตา ทางโหราศาสตร์ไทยนั้นเป็นสิ่งที่บ่งบอก "สิ่งที่เกิดขึ้น" ตามรูปแบบที่ควรจะเป็นไปในลักษณาการของเรื่องอันควรเกิด โหราศาสตร์ไทยจึงมี "ศาสตร์" อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดใน ๓ ขั้นตอนคือ ๑.พื้นฐานทางโหราศาสตร์ฯ ๒.ระบบทางโหราศาสตร์ฯ ๓.การประยุกต์ทางโหราศาสตร์(ชั้นเอกลักษณ์) อีกส่วนคือในด้าน "ศิลป์" นั้นเป็นขั้นตอนการใช้อย่างเหมาะสมลงตัวในลักษณะ"เสริมกัน"ไป แม้มีความแย้งในการอ่านดวงบ้าง ย่อมต้องอ่านไปทางสมดุลดวงชะตา มิใช่หักล้างจนถึงทางตันคำพยากรณ์ขัดแย้งกัน อย่างนี้ไปไม่ตลอดรอดฝั่งเป็นแท้

...โหราศาสตร์ไทย ใช้หลักความเป็นเหตุเป็นผลที่อยู่ในดุลพินิจของหลักวิชา อันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ การศึกษาทุกขั้นตอนถือว่ามีความสำคัญ ตลอดจนถึงการใช้ด้วยความประนีตสุขุมกลั่นกรองเรื่องราวได้อย่างถูกต้อง อย่างนี้จึงได้ชื่อว่า "ประโยชน์สาระทางโหราศาสตร์ไทย" เกิดขึ้นกับตนแล้ว

ธีรพร  เพชรกำแพง
๖ ตุลาคม ๒๕๕๖

1 ตุลาคม 2556

บ่นความโหราศาสตร์ ตอน รำพึงรำพัน...พระอังคาร

รำพึงรำพัน...พระอังคาร
บุคคลที่มีพระอังคารในดวงชะตาเด่น จะแสดงให้เห็นถึงความกล้าแกร่ง มีแรงกายแรงใจมุ่งกระทำที่ชัดเจน มีความมุ่งมั่นจริงจังกับชีวิต ไม่ประหวั่นกับการเผชิญและแก้ไขปัญหาของชีวิต ก้าวไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวปราศจากความกลัวและความประหวั่นพรั่นพรึง มั่นใจ อดทน อาจหาญ สมบุกสมบัน ไม่พิธีรีตองหรือมีแบบแผนมากนัก คิดจะทำต้องได้ทำเดี๋ยวนั้น พระอังคารที่ดีจะส่งผลให้บุคคลมีความซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ โหรไทยเราจึงมักกล่าวถึงคนที่มีพระอังคารเด่นว่า กล้าแข็งขัน ขยัน อาสาดี ในส่วนด้านลบของพระอังคารในดวงชะตาบุคคลนั้น จะทำให้เป็นคนหุนหันพลันแล่น อารมณ์ร้อนรวดเร็ว ปราศจากการตัดสินใจที่รอบคอบ โมโหโทสะ การกระทำรุนแรง  หึงหวง เย่อหยิ่ง หลงระเริงในกำลังความสามารถ มองปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มองการณ์ไกล
โหราศาสตร์ไทยเราถือว่าพระอังคารเป็นตัวขับเคลื่อนการกระทำ แบ่งกระแสดาวออกเป็นสองส่วน หรือที่เรียกว่า ทวิภาวะ คือมีกระแสส่งออกและกระแสรับเข้า ในกระแสส่งออกนั้นจะหมายถึงการพุ่งมุ่งกระทำริเริ่มเพื่อให้บรรลุสิ่งประสงค์ฯ ส่วนกระแสรับเข้านั้นจะหมายถึงการสำเร็จสิ้นสุดของการกระทำรวมถึงการปรับปรุงแก้ไขการกระทำนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องการกระทำต่างๆนี้เราจะพิจารณาพระอังคารเป็นหลักประกอบสำคัญ โดยการพิจารณาผลว่าในขณะนั้นพระอังคารเป็นกระแสที่ส่งออกหรือรับเข้า เราจะพิจารณาจากโครงสร้างดวงชะตาที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอังคาร ยกตัวอย่างเช่น หากพระพฤหัสบดีมีสัมพันธ์ที่ดีกับอังคาร อย่างนี้เราจะเห็นกระแสส่งออกเน้นชัดเป็นความหมายที่ว่า การกระทำ(๓)ที่มุ่งสู่ความสำเร็จ(๕) ในทางกลับกันสมมติว่า พระเสาร์ส่งสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่ออังคาร อย่างนี้เป็นกระแสรับเข้าเน้นเป็นปัญหา การกระทำ(๓)ที่เป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรัง(๗) อย่างนี้เป็นต้น
ความเด่นดีของพระอังคาร(หรือพระเคราะห์อื่น)ในดวงชะตาตามหลักโหราศาสตร์ไทยเรานั้น มิใช่เพียงแค่มาตรฐานดาวที่ว่าเป็นเกษตร อุจ มหาจักร ราชาโชค ฯ เท่านั้น แต่การจะเห็นว่าเด่นดีนั้นพึงพิจารณาจากกระแสโครงสร้างของดวงชะตานี้ ในขณะเดียวกันดาวที่ได้มาตรฐานเด่นดีในดวงชะตา พอพิจารณาดวงว่าสูงเด่นแต่ชีวิตจริงกลับตรงกันข้าม นั่นเป็นเพราะการมิได้ให้ความสนใจกับกระแสโครงสร้างของดวงชะตาเข้ามาพิจารณาเป็นหลัก ไปเห็นมาตรฐานของดวงดาวสำคัญกว่าดวงคนนั้นเอง

ธีรพร  เพชรกำแพง

๑ ตุลาคม ๒๕๕๖

30 กันยายน 2556

พระเคราะห์กับอาชีพ

พระเคราะห์กับอาชีพ
.อาทิตย์ ผู้บริหาร นักการเมือง นักค้าอัญมณี นักวิทยาศาสตร์ ผู้นำ ผู้ควบคุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ จักษุแพทย์ ฯลฯ
.จันทร์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ งานเกี่ยวกับผู้หญิงและเด็ก ผู้ประกอบอาหาร ร้านอาหาร การเดินทาง ท่องเที่ยว ธุรกิจนำเข้า/ส่งออก งานเกี่ยวกับทางน้ำ ฯลฯ
.อังคาร งานเกี่ยวกับไฟฟ้า แร่ธาตุ โลหะ อาวุธ นักคิดค้น วิศวกร งานก่อสร้าง โยธา ทหาร ตำรวจ แพทย์ผ่าตัด งานช่าง เครื่องยนต์กลไก ฯลฯ
.พุธ งานที่ต้องใช้สติปัญญา การเขียน การศึกษา ถ่ายทอด งานสอน ฝ่ายสินค้า เสมียน บัญชี บรรณาธิการ ฝ่ายตรวจสอบ การขนส่ง การแสดง โฆษก วิทยากร ฯลฯ
.พฤหัสบดี นักวิชาการ การเงิน สินเชื่อ กฎหมาย นักบวช นักการเมือง นักโฆษณา ครู แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นักจิตวิทยา นักมนุษยธรรม พระ ฯลฯ
.ศุกร์ งานด้านศิลปะสุนทรียภาพ ความสวยความงาม ดนตรี ดารา งานบันเทิง กระแสนิยม โรงแรม สถานบันเทิง งานพาณิชย์เชิงศิลป์ ฯลฯ
.เสาร์ อสังหาริมทรัพย์ แรงงาน การเกษตร การค้า ก่อสร้าง เหมืองแร่ งานที่ต้องอาศัยประสบการณ์เฉพาะด้าน นักวิเคราะห์ ตรวจสอบ ฯลฯ
.ราหู นักวิจัย นักประยุกต์ แพทย์ เภสัชกร ผู้ผลิตหรือค้าน้ำเมา การบิน การเดินทาง ช่างไฟฟ้า งานลึกลับซ่อนเร้น ฯลฯ
.เกตุ งานแปลกแหวกแนวจากคนอื่น จินตนาการ สัมผัสนึกรู้ งานเกี่ยวกับศาสนา พระ นักเทศน์ นักบรรยาย นักสืบ ผู้มีความสามารถหลายด้าน ฯลฯ
๑๐.มฤตยู นักวิทยาศาสตร์ เทคนิกการแพทย์ นักประดิษฐ์คิดค้น คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ช่างเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญการแก้ไขเฉพาะด้าน ฯลฯ

ธีรพร  เพชรกำแพง
๓๐ กันยายน ๒๕๕๖


29 กันยายน 2556

คำพยากรณ์ลัคนาเกาะตรียางค์ (ของเก่า)


.ราศีเมษ
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๓ ความว่า ไฟจะไหม้เรือนรับทุกข์ แล้วเกิดสุขท่านให้ฐานา
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๑ ความว่า ฉลาดในการดนตรี สุนทรียภาพ
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๕ ความว่า จะเป็นเสนาท้าวพระยาผู้ใหญ่
.ราศีพฤษภ
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๖ ความว่า จะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๔ ความว่า ทำการค้าขายของหอมดอกไม้
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๗ ความว่า เป็นผู้ขายเนื้อขายปลา
.ราศีมิถุน
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๔ ความว่า ฉลาดวิชาหมอรักษาสัตว์
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๖ ความว่า เป็นผู้ขอผู้ติดต่อรับใช้ท่าน
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๗ ความว่า เป็ช่าชำนาญด้านโลหะ
.ราศีกรกฎ
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๒ ความว่า เป็นพ่อค้าต้นไม้ดอกไม้
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๓ ความว่า รู้การงานดีประกอบด้วยทรัพย์
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๕ ความว่า ฉลาดตามวิชาการความรู้
.ราศีสิงห์
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๑ ความว่า เป็นช่างปั้นช่างศิลป์
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๕ ความว่า เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๓ ความว่า จะเป็นโจรใหญ่ใจหาญ
.ราศีกันย์
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๔ ความว่า ฉลาดในการฟ้อนรำ
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๗ ความว่า จะได้รักษาสมบัติท้าวพระยา
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๖ ความว่า จะได้มีอำนาจเป็นเสนาบดี
.ราศีตุล
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๖ ความว่า จะมีความผิดด้วยคู่ครองผู้อื่น
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๗ ความว่า จะเป็นหัวหน้าโจรหัวหน้านักเลง
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๔ ความว่า จะได้เป็นอำมาตย์
.ราศีพิจิก
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๓ ความว่า มักอิจฉา เจรจาอำพราง
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๕ ความว่า จะเป็นใหญ่แก่นายโจร
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๒ ความว่า เป็นผู้สลัดกิเลสผูกมัดได้ง่าย
.ราศีธนู
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๕ ความว่า จะได้เป็นใหญ่ในถิ่นที่ตนอาศัยนั้น
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๓ ความว่า มักชอบที่รโหฐาน ทำการเงียบสงัด
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๑ ความว่า เป็นผู้มีเรือกสวนไร่นา
๑๐.ราศีมกร
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๗ ความว่า จะได้ที่แดนเรือกสวนไร่นา
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๖ ความว่า มักถือสาพยาบาท เจรจาลับอำพราง
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๔ ความว่า จะได้เป็นเสนาราชการ
๑๑.ราศีกุมภ์
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๗ ความว่า เป็นช่างชาญสันทัดการจักสาน,งานไม้
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๔ ความว่า จะได้เป็นอำมาตย์ราชการแผ่นดิน
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๖ ความว่า มักชอบที่สงบสงัดเงียบ เร้นลับ
๑๒.ราศีมีน
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๕ ความว่า มีความรู้วิชาการอันประเสริฐ
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๒ ความว่า เป็นพ่อค้าพาณิชย์ผลาหาร
ลัคนาเกาะตรียางค์ ๓ ความว่า เป็นพ่อค้าพาณิชย์โลหะ

ธีรพร  เพชรกำแพง

คัดสำเนาเค้าความเดิม